วิธีแก้ปัญหาของคนนอนละเมอ

ปัญหาเกียวกับการนอนเป็นเรื่องที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือแม้แต่คนแก่เพราะการนอนมีผลกับการใช้ชีวิตประจำวันและสุขภาพเรา เคยสะดุ้งตื่นกลางดึก พูดเป็นเรื่องเป็นราวในขณะที่นอนหลับ หรือเดินออกมานอกบ้านโดยที่ตื่นเช้ามาก็ไม่รู้ว่าทำอะไรลงไปไหม อาการแบบนี้เรียกกันว่า ละเมอ  ในคนปกติ การนอนละเมอจะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้นไม่กี่วันก็หายไปเอง แต่ถ้าเป็นนานมากและค่อนข้างบ่อย จนรบกวนชีวิตประจำวัน เช่น ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกว่าหลับได้ไม่เต็มที่ ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิในการทำงาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อลดความเครียดและประพฤติกรรมที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการนอนละเมอและในบางรายอาจต้องใช้ยาเพื่อปรับคุณภาพการนอนให้ดีขึ้น

การนอนละเมอ Sleepwalkingคือ การทำกิริยาต่างๆ โดยไม่รู้ตัวในขณะที่กำลังหลับและเมื่อตื่นขึ้นมาจะจำไม่ได้

การละเมอ เกิดจาก 2 สาเหตุใหญ่ คือ

  1. สิ่งกระตุ้นจากภายนอก เช่น หนังเขย่าขวัญ ภาพน่ากลัวหรือกิจกรรมในตอนกลางวันอันชวนตื่นเต้น ทำให้ฝังใจแม้ในยามหลับก็ยังนึกถึง
  2. สิ่งกระตุ้นจากภายใน ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งความเครียด ความเหนื่อยล้า กรรมพันธุ์ การปรับเปลี่ยนเวลานอน เช่น การทำงานทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ได้พักผ่อนหรือการคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ก่อนนอน

การนอนหลับของเด็กจะมี 2 ช่วง เรียกว่า ช่วงหลับตื้น REM Slee และช่วงหลับลึก Non-REM Sleep ซึ่งเป็นช่วงระยะหลังจากหลับไปแล้ว 2-3 ชั่วโมง และการละเมอก็จะเกิดขึ้นในหลับลึก

ปัญหาการนอนละเมอ มี 2 แบบ คือ

  1. ละเมอฝันผวา Night terrorส่วนมากเกิดในเด็กอายุ 4-7 ปี เนื่องจากระบบประสาทของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ การจัดเรียงข้อมูลในสมองจึงยังไม่เป็นระเบียบนัก โดยเด็กมักตกใจตื่นอย่างฉับพลัน บางครั้งก็หวีดร้อง แต่เมื่อตื่นขึ้นมาเด็กจะจำอะไรไม่ได้ วิธีแก้ไข คือ อุ้มเด็กมากอดไว้ ลูบหัว ตบก้น โยกตัวเบาๆ และปลอบให้นอนต่อ เพราะถึงอย่างไรก็ตามเด็กก็จะจำความฝันนี้ไม่ได้อยู่ดี
  2. ละเมอเดิน Sleepwalkingมักเกิดขึ้นในเด็กโต โดยอาจเดินไปรอบๆ ห้องหรือเดินไปนอกห้องหรือนอกบ้านทั้งๆ ที่ไม่รู้ตัวและเมื่อตื่นมาก็จะจำอะไรไม่ได้เช่นกัน วิธีแก้ไข คือ เบื้องต้นควรปรับสภาพแวดล้อมห้องเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น โดยจัดห้องให้โล่ง ปิดประตู-หน้าต่างห้องให้แน่นหนา และไม่ควรใช้เตียงสองชั้น ในบางครั้งผู้ปกครองอาจเล่านิทานน่ารักๆ หรือเปิดเพลงให้เด็กฟังก่อนนอนเพื่อเป็นการผ่อนคลายก็ได้

ไม่ควรทานยานอนหลับ แต่หากปฏิบัติตามนี้แล้วยังคงมีอาการละเมอที่หนักยิ่ง ๆ ขึ้นไปอยู่ ก็ควรที่จะเข้าไปปรึกษาแพทย์เพื่อรักษา

 

 

 

รักษาแผลด้วยน้ำผึ้ง

น้ำผึ้ง Honey คือผลผลิตของน้ำหวานจากดอกไม้และจากแหล่งอื่น ๆ ที่ผึ้งงานนำมาเก็บสะสมไว้ โดยผ่านขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและทางเคมีแล้วสะสมไว้ในรังผึ้ง ซึ่งปกติแล้วน้ำผึ้งจะมีกลิ่น รส สี ที่ต่างกันออกไปตามชนิดของพืชนั้น ๆ จึงทำให้สามารถระบุชนิดของน้ำผึ้งตามชนิดของพืชนั้นได้ ๆ เช่น น้ำผึ้งจากดอกส้ม ดอกลำไย ดอกลิ้นจี่ ก็จะแตกต่างกันออกไป ซึ่งนิยมนำมาใช้เป็นสารให้ความหวานในอาหารหรือเครื่องดื่มนานาชนิด

น้ำผึ้งมีส่วนผสมของน้ำตาลและสารประกอบอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นฟรักโทสกับกลูโคส และมีวิตามินและแร่ธาตุผสมอยู่ด้วย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 กรดโฟลิก วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุแมกนีเซียม ธาตุโซเดียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ธาตุทองแดง ธาตุสังกะสี เป็นต้น สำหรับสารประกอบอื่น ๆ ที่มีอยู่ในปริมาณเพียงน้อยนิดนั้นจะเป็นสารที่ทำหน้าที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระเป็นหลัก นอกจากรสชาติที่แสนจะอร่อยของน้ำผึ้งที่เรามักจะคุ้นเคยกันเเล้ว หรือสาวๆหลายคนอาจเคยเอาน้ำผึ้งมาทาบริเวณใบหน้าเพื่อช่วยให้ผิวหน้าดูอ่อนกว่าวัย ในปัจจุบันน้ำผึ้งยังถูกใช้ในวงการแพทย์อีกด้วย โดย Rama Honey Team แห่งโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ร่วมกันค้นคว้าและวิจัยถึงวิธีการรักษาแผลผ่าตัดซึ่งมีขั้นตอนมากมาย บางครั้งในรายที่แผลใหญ่อาจต้องมีการดมยาสลบร่วมด้วย ส่งผลผู้ป่วยได้รับความเจ็บปวดจากการเย็บและทำความสะอาดแผลเมื่อตื่นขึ้นมา   ในอดีตมีการใช้น้ำผึ้งรักษา แผลตื้นๆ เช่น แผลกดทับ แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก และจากการศึกษาพบว่า น้ำผึ้งมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคแบคทีเรียบางชนิด ลดอาการบวมของแผล รวมไปถึงกระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ เนื่องจากน้ำผึ้งมีแหล่งพลังงานให้กับเซลล์เนื้อเยื่อบริเวณแผล    Rama Honey Team จึงได้นำน้ำผึ้งที่ปลอดเชื้อ น้ำเกลือสะอาด และน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ในกลุ่มที่มีไอโอดีนไม่มีแอลกอฮอลผสม ทำให้ผู้ป่วย ไม่เกิดความเจ็บปวด ทำให้สามารถทำความสะอาดแผลได้โดยไม่จำเป็นต้องเลาะ หรือตัดเนื้อเยื่อบริเวณแผลผ่าตัดออก จากนั้นใส่น้ำผึ้ง 2-3 ลบ.ซม.ลงในแผล จัดขอบแผลให้ตรง และสมานเป็นแนวเดียวกัน จากนั้นยึดให้ติดกันด้วยพลาสเตอร์ โดยในระยะแรก หากเนื้อเยื่อบริเวณแผล ยังมีการติดเชื้อมาก จะทำแผลโดยวิธีดังกล่าว วันละ 1-2 ครั้ง ภายใน 2-3 วัน จะพบว่า เนื้อเยื่อบริเวณแผล มีการอักเสบลดลง เนื้อเยื่อแดงขึ้น การบวมของแผลลดลง กลิ่นที่เกิดจากการติดเชื้อก็จะหายไป และเนื้อเยื่อบริเวณแผลเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อแผลสะอาดแล้ว ใส่น้ำผึ่งในแผล จากนั้นยึดขอบแผลด้วยพลาสเตอร์ ไม่เปิดแผลเป็นเวลา 3-4 วัน ภายใน 2 สัปดาห์ เนื้อเยื่อก็จะติดกัน ตลอดแนวของแผล ทำให้ผู้ป่วย อยู่โรงพยาบาลเพียง 3-4 วันหลังการรักษา โดยไม่ต้องเย็บแผลใหม่ เสียค่าใช้จ่าย เพียงเล็กน้อย คิดแล้วเป็นสัดส่วน เพียงร้อยละ 5-10 ของการรักษาแบบเดิม โดยการหายของแผลไม่แตกต่าง กับวิธีการเย็บแผล

คอลลาเจนผง

ปัจจุบันมีความนิยมการกินคลอลาเจนผง ตามเหล่าดารา และ นางแบบทั้งหลายกันมาก ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อของสรรพคุณต่างๆ อย่างเช่น นวัตกรรมใหม่ล่าสุด สวยใสไม่ต้องฉีด ด้วยคอลลาเจนเปปไทด์แท้ เพียงแค่คุณชงดื่ม รสชาติเหมือนน้ำผลไม้ เพียงเท่านี้คุณก็จะมีหน้าขาวใส ภายใน 7 วัน เพียงแค่คลิ๊กด้วยปลายนิ้วคุณก็สามารถหาซื้อมารับประทานกันได้แล้ว

นพ.กฤษดา ได้อธิบายว่าคอลลาเจนก็คือส่วนต่างๆของร่างกาย ตั้งแต่เส้นผมผม เล็บ กล้ามเนื้อ เนื้อ หนัง ล้วนแต่เป็นคอลลาเจนด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นคอลลาเจนก็คือ เนื้อตัวเรา แล้วโปรตีนที่อยู่ในสัตว์อื่นๆ ทั้งหลาย แต่ที่นิยมกันในเวลานี้คือการสกัดคอลลาเจนจากปลาทะเลน้ำลึก ซึ่งมักจะโฆษณากันว่า คอลลาเจนผงจากปลาทะเลน้ำลึก หรือไม่ก็คลาลาเจนจากหอยปุก คอลลาเจนบริสุทธิ์ ฯลฯ เพื่อให้ผู้บริโภคได้เห็นว่าเป็นของที่หายาก

ส่วนใหญ่โฆษณาเน้นหนักว่าเป็นคอลลาเจนจากปลาทะเลน้ำลึก บรรยายสรรพคุณต่างๆนาๆ แต่หาได้บอกถึงข้อเสียที่จะตามมาแต่อย่าใด แต่ข้อเสียที่สาวทั้งหลายควรที่จะรู้ก่อนตัดสินใจจะบริโภค คือ

  • เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน แต่ถ้าพบคนที่มีอาการแพ้มากจะเกิดอาการบวม แน่นหน้าอก จนถึงขั้นหายใจไม่ออกได้เลย ดังนั้นคนที่แพ้อาหารทะเล จึงไม่สามารถใช้คลอลาเจนที่สกัดจากปลาทะเลน้ำลึกได้
  • คอลลาเจนจากปลาทะเลน้ำลึกมักจะพบสารปนเปื้อนจำพวกพวกโลหะหนักที่ติดมาจากทะเลน้ำลึก ได้แก่ พวกตะกั่ว ปรอท เป็นต้น

แต่ในบุคคลที่ไม่เกิดอาการแพ้ ใช่ว่าจะปลอดภัย หากกินทุกวันไตทำงานหนัก ไม่ได้หยุดพักจะพบปัญหาไตทำงานหนักจนถึงขั้นไตวายได้ หมอปิยะวงศ์ได้อธิบายว่าการกินคลอลาเจนระยะยาว มีสิทธิ์ไตพัง ด้วยสาเหตุที่ว่าการกินให้ขาวไม่เพียงแต่คลอลาเจนเท่านั้นแต่มีการผสมสารกลูตาไธโอนเข้าไปด้วย ทำให้เกิดผลข้างคียงอย่างมัก เพราะกลูต้าไธโอนก็คือสารปรอทดีๆนี่เอง ซึ่งเป็นตัวช่วยทำให้ขาว แต่ขาวได้ในเวลาอันสั้น แต่ในระยายาวนั้น จะทำให้ตับและไตเราพังได้ หากกินติดต่อกันเป็นระยะเวลา 1 ปี หรือเกินกว่านั้น อาจเกิดภาวะไตวายได้ ผลข้างเคียงของคนที่กินคลอลาเจนผง จะมีอาการหน้ามืด อาการวูบ และความดันลด ลุกขึ้นมาวิงเวียนศีรษะ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ คลอลาเจนผงพวกนี้ส่วนมากจะผสมคาเฟอีน กับน้ำตาลฟรุกโตส เพื่อให้คนที่ดื่มรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ร่างกายไม่อ่อนเพลีย จึงไม่รู้สึงถึงผลที่จะตามมาอีกด้วย ถ้าเราต้องการคลอลาเจน แนะนำให้กินคอลลาเจนจากธรรมชาติน่าดีกว่า เช่น การกินปลานึ่งมะนาว ได้ทั้งคลอลาเจนและวิตามินซีอีกด้วย แต่ถ้าเป็นคอลลาเจนผง พวกคุณทั้งหลายจะได้คลอลาเจนไม่ถึง 1เปอร์เซ็น แต่คุณจะได้สารตะกั่ว และสารปรอท มาเป็นของแถมแทน

ปัญหาถอนฟันของคนเป็นเบาหวาน

เบาหวาน Diabetes เป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เรียกว่า เป็นโรคเรื้อรังที่คนไทยเป็นกันมาก โรคเบาหวานจะมีอาการเนื่องมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสม ซึ่งโดยปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งผู้ที่เป็นโรคเบาหวานร่างกายจะไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจะมีผลในการทำลายหลอดเลือด ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้  ความผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน อาจเนื่องจากตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ หรือมีการขัดขวางการจับอินซูลินในอวัยวะต่างๆ ทำให้มีความผิดปกติของคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน ทำให้เกิดความผิดปกติของผนังหลอดเลือด เส้นประสาทส่วนปลาย ไต และเรตินาผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานมีความไวต่อการติดเชื้อในช่องปาก รวมทั้งโรคปริทันต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาที่ดีการควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดี และกลับกันการที่มีโรคปริทันต์ที่มีอาการสามารถทำให้เสียการควบคุมระดับน้ำตาลได้ การมีโรคปริทันต์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานด้วย  โดยทั่วไปแล้วก่อนทำฟันปลอม เราจะทำการรักษาสภาพของเหงือกให้อยู่ในอาการปกติ ไม่มีหินปูน เหงือกปกติ ไม่บวกแดง และผู้ป่วยดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเองได้เป็นอย่างดี ถ้ามีฟันผุก็จะได้รับการอุดฟันให้เรียบร้อย เพราะว่าการใส่ฟันปลอมแบบถอดได้นั้น ฟันปลอมจะไปวางแนบกับเหงือกและฟันทำให้สามารถมีเศษอาหารไปเกาะบริเวณใต้ฟันปลอม พวกเราทำความสะอาดไม่ดี ก็จะทำให้เกิดฟันผุได้ง่าย  คนที่เป็นเบาหวาน จะมีปัญหาในการติดเชื้อ เวลาเป็นแผลแล้วแผลจะหายช้า เรียกว่าเป็นแผลเรื้อรังจากเบาหวาน Diabetic ulcerลองคิดดูง่าย ๆ เลือดมีน้ำตาลมาก แผลก็หวาน เชื้อโรคชอบน้ำตาล เป็นแหล่งพลังงานชั้นดีน้ำตาลในเลือดเยอะ เลือดก็หนืด ไปเลี้ยงแผลยาก ออกซิเจนก็ไปน้อย เม็ดเลือดขาวไปทำลายเชื้อโรคยาก จึงเลยกลายเป็นแผลเรื้อรัง

การเกิดแผลเล็กๆ เช่น คนไข้เบาหวานต้องการถอนฟัน ถ้าควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี ก็จะเกิดปัญหาขึ้นได้คือ แผลถอนฟันจะหายช้า เพราะฉะนั้น ต้องพยายามควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี มิฉะนั้นเวลาปวดฟันแลัวไปพบทันตแพทย์ ทันตแพทย์ก็ไม่สามารถถอนฟันให้ได้ เพราะมีความเสี่ยงกับการที่แผลจะไม่หาย หรือลุกลาม ต้องทานยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะไปเรื่อยๆ ซึ่งการทานยาแก้ปวดและยาปฏิชีวนะไปนาน ๆก็จะมีผลทำให้ร่างกายเกิดการดื้อยา ตับและไตทำงานหนักอีกด้วย ป้องกันการเกิดภาวะเบาหวาน ระวังอย่าให้น้ำตาลในเลือดของคุณสูงเกินค่าปกติ ด้วยการลดความหวาน หมายถึง งดรับประทานน้ำตาล หันมาดื่มน้ำเปล่าเพื่อสุขภาพ รับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลน้อยดีกว่า

อาหารฟาสต์ฟุ้ดกินมากๆควรระวัง

อาหารฟาสต์ฟู้ดคือถ้าแปลความหมายตามที่มาของศัพท์เดิมในภาษาอังกฤษที่ว่า Fastfood ก็จะแปลว่า อาหารด่วน แต่ปัจจุบันได้มีการใช้ศัพท์คำนี้ว่า อาหารจานด่วน ทั้งๆ ที่อาหารบางอย่างก็ไม่ได้ใส่จานสักหน่อย

เพราะเหตุใดบางคนจึงชอบทานอาหารฟาสต์ฟู้ด วัยรุ่นจำนวนไม่น้อยชอบรับประทานอาหารเหล่านี้ สาเหตุแห่งความนิยมประการหนึ่ง เกิดจากอาหารฟาสต์ฟู้ดมีการโฆษณาจูงใจให้ลุ่มหลงได้ง่าย ผู้ผลิตอาหารจึงพยายามออกแบบให้อาหารเหล่านี้มีรูปลักษณ์ที่ถูกใจวัยรุ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากนี้คือ สภาพครอบครัวปัจจุบันที่ไม่มีเวลาเตรียมอาหารในบางมื้อ พ่อแม่บางคนจึงจูงลูกจูงหลานไปฝากท้องไว้ที่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดริมทาง

อาหารฟาสต์ฟู้ดมีประโยชน์หรือโทษอย่างไรบ้าง

นอกจากความสะดวกรวดเร็วแล้ว ก็แทบมองไม่เห็นประโยชน์ของอาหารฟาสต์ฟู้ดแต่อย่างใด นักวิจัยและนักโภชนาการจึงจัดอาหารประเภทนี้ว่าเป็นอาหารที่รับประทานได้จำนวนมากแต่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการเท่าที่ควร

สำหรับ โทษ อันที่จริงขอใช้คำว่า ข้อเสีย ของอาหารเหล่านี้น่าจะดีกว่า เช่น

– คนส่วนใหญ่มักไม่ทราบข้อมูลว่าการรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดบ่อยๆ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีผลเสียต่อสุขภาพ เพราะอาหารฟาสต์ฟู้ดส่วนใหญ่มักประกอบไปด้วยแป้ง ไขมัน และน้ำตาล

– วงการโภชนาการของสหรัฐอเมริกาและองค์การอนามัยโลก เรียกอาหารเหล่านี้ว่า อาหารขยะ หรือ Junk Food เพราะเป็นอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการที่ไม่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และให้เฉพาะแต่พลังงานเท่านั้น

– อาหารฟาสต์ฟู้ดมีราคาค่อนข้างแพง

– ถ้าหากรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานานจะก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ซึ่งโรคต่างๆ เหล่านี้ กำลังเป็นปัญหาในประเทศตะวันตกทั้งหลาย

– การรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดมากเกินไปจะทำให้เกิดอาการผิดปกติที่เรียกว่า เดอะ จังก์ฟู้ด ซินโดรม) ซึ่งมักพบในเด็กที่มีอายุระหว่าง 6 – 12 ปี ที่รับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดต่อเนื่องมาได้ระยะหนึ่ง จึงปรากฏอาการที่ผิดปกติ ได้แก่ ตื่นเต้นง่าย ควบคุมตนเองไม่ค่อยได้ ฝันร้าย ปวดท้อง เกิดความเหนื่อยหน่าย อารมณ์ร้อน ก้าวร้าว ดื้อดึง และไม่มีสมาธิในการเรียน สุดท้ายก็ทำให้ผลการเรียนตกต่ำ และไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

– การรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดของเด็กยากจนที่ไม่มีอาหารรับประทานจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการของร่างกายระยะยาว

– เด็กที่รับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดมากๆ จะทำให้เกิดโรคอ้วน จึงมีความเสียงต่อการเกิดโรคต่างๆ

ทำไมอาหารฟาสต์ฟู้ดถึงนิยมในประเทศที่พัฒนานี่เป็นความเชื่อที่ผิดมหันต์ เพราะด้วยความที่อาหารฟาสต์ฟู้ดมีอันตรายต่อสุขภาพ จึงทำให้อาหารเหล่านี้กำลังเสื่อมความนิยมในประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย ร้านอาหารเหล่านี้จึงย้ายออกมาจำหน่ายในประเทศที่กำลังพัฒนา และอาศัยการโฆษณากับการตลาดทุกรูปแบบจนทำให้การรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นสัญลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ จึงทำให้วัฒนธรรมการรับประทานอาหารของวัยรุ่นเริ่มเปลี่ยนแปลงไป

เคล็บลับการดื่มกาแฟ

กาแฟคงเป็นเครื่องดื่มของโปรดของใครหลายๆคนใช่ไหม หลายคนจะดื่มกาแฟในตอนเช้า แทนอาหารเช้าไปเลย แต่บางคนก็ดื่มรอบบ่ายอีก มีใครเคยสังเกตไหม ว่าการดื่มกาแฟแต่ละช่วงเวลาจะมีรสชาติที่ต่างกัน วันนี้เรามีช่วงเวลาที่เหมาะแก่การดื่มกาแฟ เพื่อสุขภาพมาฝากกัน ว่าจริงๆแล้วเราควรดื่มกาแฟตอนกี่โมงกันดี วันนี้เราขอเสนอให้คุณลองกินกาแฟในช่วง 11 โมงเช้าดู เพราะมีทีมผู้เชี่ยวชาญได้ข้อสรุปสูตรที่พิสูจน์ว่า 11 นาฬิกาเป็นเวลาดีที่สุดสำหรับการพักดื่มกาแฟ เช้ามาก็กาแฟหนึ่งแก้ว ตกบ่ายๆง่วงๆอาจจะมีเบิ้ลอีกแก้ว หรือถ้าคืนนั้นต้องอยู่ทำโอที หรือเตรียมพรีเซนต์จนดึกดื่น อาจจะมีแก้วที่สาม แถมยังขาดไม่ได้เลยสักวันอีกต่างหาก เชื่อว่าทุกคนทราบดีว่าการดื่มกาแฟมากเกินไปเป็นผลเสียต่อร่างกาย ทั้งนอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หรือที่บางคนเกิดอาการมือสั่น ใจสั่นแล้วยังทำให้ผู้ป่วยโรคหัวใจและความดันโลหิตสูงมีอาการมากขึ้นอีกด้วยบางคนอาจไม่ทราบว่ากาแฟถือเป็นหนึ่งในพืชที่มีการใช้ยาฆ่าแมลงในการเพาะปลูกมากที่สุดชนิดหนึ่งเลย เพราะฉะนั้นเราเลือกกาแฟคุณภาพสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่เป็นออแกนิก แล้วล่ะก็ นอกจากเราจะหลีกเลี่ยงสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงได้แล้ว เรายังได้โบนัสคือกลิ่นและรสชาติที่ดีกว่าอีกด้วย

การดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพในช่วง 11 โมงจะทำให้คุณรับรสกาแฟได้เพิ่มขึ้น เพราะไม่ใช่แค่กาแฟที่หอมละมุนนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ยังต้องมีแสง เสียงเพลง กลิ่นหอม และเพื่อนรู้ใจร่วมด้วย ทีมนักวิจัยพบ ว่า 11 นาฬิกาคือเวลาเหมาะสมที่สุดในการดื่มกาแฟ ขณะนี้นักวิจัยสามารถเข้าใจแล้วว่าอิทธิพลของสภาพแวดล้อมภายนอกมีผลต่อการตีความของสมองต่อรสชาติ และการเพลิดเพลินกับอาหารและเครื่องดื่มอย่างไร ดังนี้

เวลา: 11 นาฬิกา เพราะว่าเพดานปากจะสามารถรับรู้รสชาติได้มากที่สุดในเวลานี้

เพลง: จากพุชชินีถึงแมเรียนน์ เฟธฟูลล์ ดนตรีแบคกราวด์ที่เลิศที่สุดคือโอเปราจากอิตาลี หรือนักร้องเสียงแหบทุ้ม

แสง: ห้องที่สว่างกระจ่างตาหรือโต๊ะกาแฟกลางแจ้ง

กลิ่น: หอมหวนชื่นใจ เพราะรสชาติอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 80% รับรู้ได้ด้วยจมูก ไม่ใช่ลิ้น

เพื่อนร่วมดื่ม: อย่าดื่มกาแฟคนเดียว การคาดหวังว่าจะได้พบเพื่อนยิ่งทำให้คุณรื่นรมย์ ขณะเดียวกัน ความรู้สึกจากเครื่องดื่มอุ่นๆ ทำให้สมองของคุณเห็นคนรอบข้างน่ามองกว่าที่เคยเป็นมา

กาแฟจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็ว หลังจากที่เราดื่มกาแฟและจะถูกขับออกไปครึ่งหนึ่งในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง กาแฟจะไม่สะสมในร่างกาย โดยจะถูกทำลายและขับออกหมด ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีการขับถ่ายกาแฟมากกว่าผู้ที่ไม่สูบ ดังนั้นคนที่สูบบุหรี่หากต้องการ การกระตุ้นของกาแฟ จะต้องดื่มกาแฟบ่อยกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ คนท้องและผู้ที่กินยาคุมกำเนิดจะมีการขับกาแฟน้อยกว่าคนทั่วไป กาแฟจะออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นสมอง ทำให้รู้สึกสดชื่นและมีสมาธิขึ้น

ความเครียดลงกระเพาะปัญหาของคนทำงาน

ในสังคมปัจจุบันมีแต่การแข่งขัน ทำให้การดำเนินชีวิตในแต่ละวันของทุกคนต้องเร่งรีบไปด้วย ส่งผลให้สุขภาพของคนในสังคมแย่ลงและปัญหาทาง สุขภาพที่พบได้บ่อย คือ การเกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งโดยทั่วไปเราเรียกกันว่า โรคกระเพาะเป็นโรคที่พบได้บ่อยโรคหนึ่ง ประมาณว่าคนทั่วไปมีโอกาสเป็นโรคนี้ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต โดยการเกิดแผลในกระเพาะมักพบในวัยกลางคน ขณะที่การเกิดแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นจะพบในวัยหนุ่มสาว อย่างไรก็ตามการเกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นสามารถเกิดขึ้นได้ในคนทุกเพศและทุกวัย  รู้หรือไม่ว่า เวลาเราเครียด ฮอร์โมนในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไป หัวใจจะเต้นแรง เร็ว แต่ไม่เป็นจังหวะ เส้นเลือดบีบตัว ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ส่วนกระเพาะอาหารของเราก็จะหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าที่ควรจะเป็น ลำไส้บีบตัวอย่างรุนแรง ฯลฯ

อาการของโรคเครียดลงกระเพาะ ของแต่ละคนอาจแตกต่างกันออกไปดังนี้

-ปวดท้อง หรือมวนท้อง ซึ่งอาการดังกล่าวจะบรรเทา หรือหายไปเมื่อถ่ายอุจจาระ

-ถ่ายอุจจาระมากกว่าวันละ 3 ครั้ง หรือถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์

-ต้องเบ่งถ่าย หรือกลั้นไม่อยู่ หรือรู้สึกว่าถ่ายไม่สุด

-ปวดบริเวณลิ้นปี่

-มีอาการท้องอืด หรือรู้สึกว่ามีลมในกระเพาะมาก

-คลื่นไส้อาเจียนหลังอาหาร

ถึงแม้ว่าอาการดังกล่าวจะไม่ได้ส่งผลให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่อาการเครียดลงกระเพาะก็ส่งผลให้ ประสิทธิภาพในการทำงานของเราลดลงเป็นอย่างมาก

วิธีการรักษาโรคเครียดลงกระเพาะ วิธีการรักษาโรคนี้จะต้องแก้กันที่ต้นเหตุ ด้วยการคลายความเครียดด้วยวิธีการ ดังนี้

1.เรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน ถ้าความเครียดของเราเกิดจากเกิดจากการหมกมุ่นอยู่กับเหตุการณ์ในอดีต หรือมัวแต่คิดถึงเหตุการณ์ในอนาคตที่ยังมาไม่ถึงแล้วล่ะก็ การหมั่นดึงจิตใจให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ยอมรับความจริง และคิดหาทางแก้ปัญหาอย่างรอบคอบ และมีสติ จะช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี

2.หัดระบายความรู้สึกออกมาบ้าง การได้เล่าความเครียดให้คนอื่นฟัง หรือ จดลงในบันทึกส่วนตัวเป็นอีกวิธีง่ายๆที่จะเอาความเครียดออกไปจากตัวของเรา

3.ออกกำลังกาย เพราะทุกครั้งที่ออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งสารเอนโดฟิน ออกมาทำให้เรารู้สึก สบายใจ ลดความวิตกกังวลลง

4.ลองตื่นแต่เช้า แล้วลงไปเดินเล่นสวนสาธารณะ สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด เป็นการเพิ่มพลังให้กับตัวเอง จะทำให้เราพร้อมที่จะแก้ทุกปัญหาที่จะเข้ามา โดยที่ไม่มีความเครียดมารบกวนได้

ปัญหาโรคหูดข้าวสุก

หูดข้าวสุก Molluscum Contagiosum คือ โรคติดเชื้อทางผิวหนังซึ่งพบได้บ่อยโดยเฉพาะในเด็ก โดยเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ความสำคัญของเจ้าโรคนี้คือ มันสามารถแพร่กระจายไปยังจุดต่างๆบนผิวหนังของผู้ติดเชื้อ และยังสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้จากการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อโดยตรง อาการที่พบคือ ผู้ป่วยจะมีตุ่มเล็กๆขึ้นบนผิวหนัง โดยอาจมีขนาดตั้งแต่ 2-5 มิลลิเมตร หรืออาจใหญ่กว่านี้ได้เล็กน้อย ยกเว้นในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น คนไข้เอดส์อาจมีขนาดตุ่มใหญ่มากกว่าปกติ โดยใหญ่ได้ถึง 3-5 เซนติเมตรกันเลย ส่วนใหญ่ตุ่มเหล่านี้จะมีความเงา และมักมีสีชมพูอ่อน สีขาว สีน้ำตาลอ่อนหรือสีไข่มุก และมักจะมีจุดหรือรอยบุ๋มตรงกลางของตุ่ม อาจมีอาการคันได้  โดยทั่วไปผู้ป่วยมักมีหูดข้าวสุกขึ้นมากกว่า 1 ตุ่ม โดยหูดข้าวสุกมักขึ้นกันเป็นกลุ่ม หรือ เรียงตัวเป็นเส้นตามรอยที่ผู้ป่วยเกา ในผู้ป่วยบางรายอาจมีตุ่มหูดข้าวสุกได้มากถึงร้อยตุ่ม ในตุ่มเหล่านี้จะมีเม็ดสีขาวๆคล้ายเม็ดข้าวสุกอยู่ภายในจึงทำให้เจ้าหูดชนิดนี้มีชื่อว่า หูดข้าวสุก  ส่วนใหญ่หูดข้าวสุกมักขึ้นที่บริเวณหน้า คอ เปลือกตา และบริเวณรักแร้ของเด็ก แต่ก็สามารถขึ้นที่บริเวณอื่นได้ด้วย การติดเชื้อมักเกิดจากการสัมผัสกับหูดข้าวสุกของผู้ป่วยโดยตรง ประวัติการติดเชื้อโดยส่วนใหญ่ของผู้ป่วยมักเกิดในสถานที่ที่ค่อนข้างชื้น เช่น สระว่ายน้ำหรือการใช้อ่างอาบน้ำร่วมกัน กรณีที่หูดข้าวสุกเกิดที่บริเวณอวัยวะเพศ หรือบริเวณทวารหนัก อาจเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ได้

โดยทั่วไปในผู้ป่วยที่แข็งแรงดี ภูมิคุ้มกันที่ผิวหนังจะสามารถกำจัดไวรัสได้เองภายใน 1-2 เดือน แต่ก็มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ต้องการการรักษา หูดข้าวสุกนั้นไม่ใช่โรคร้ายแรง ไม่ทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตในกรณีไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ แต่สิ่งที่สำคัญคือ มันสามารถแพร่กระจายบนผิวของผู้ป่วยเองได้ค่อนข้างเร็ว มากไปกว่านี้ยังสามารถแพร่กระจายไปยังผู้อื่นได้อีกด้วย ดังนั้นการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ และการรู้วิธีป้องกันการติดเชื้อจากผู้อื่นจึงเป็นสิงที่ไม่ควรละเลย

การป้องกัน ควรลดการแคะ แกะและเกาในบริเวณดังกล่าว และควรแยกของใช้ส่วนตัว เช่น ผ้าขนหนู มีดโกน และควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีการติดเชื้อ ส่วนการรักษานั้น ก็มีทั้งการใช้ยาแต้ม การพ่นเย็น หรือการเจาะและขูดออกด้วยวิธีทางการแพทย์ โดยทั่วไปการรักษาด้วยการใช้ยาแต้มอาจต้องทำการรักษามากกว่า 1 ครั้ง แต่การพ่นเย็นหรือการเจาะออก มักทำการรักษาหายในเพียงครั้งเดียว

เป็นโรคปริทันต์ จัดฟันได้ไหม

มีเรื่องราวมากมาย เกี่ยวกับสุขภาพฟันที่คนเรานั้นมักจะเจอและการจัดฟันที่กำลังฮอตฮิตกันในขณะนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาของคนรักฟัน จำนวนมากสงสัยว่าเมื่อเป็นโรคปริทันต์แล้วจะสามารถจัดฟันได้หรือไม่ โดยวันนี้เรามีคำตอบดีๆมาฝากกันด้วยเริ่มจากเราต้องทราบก่อน ว่าอวัยวะปริทันต์คือ อวัยวะปริทันต์นั้นคือ กลุ่มของเนื้อเยื่อที่อยู่ล้อมรอบฟัน ทำหน้าที่ยึดและพยุงฟัน ทำให้ฟันสามารถอยู่ในกระดูกขากรรไกรได้ ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 4 ชนิด คือ เหงือก เอ็นยึดปริทันต์ เคลือบรากฟัน และกระดูกเบ้าฟัน และเมื่อเราทราบอวัยวะปริทันต์แล้ว ต่อมาคือโรคปริทันต์ Periodontal disease คือ โรคปริทันต์นั้น ก็คือโรคที่เกิดจากการที่อวัยวะปริทันต์นั้นมีการอักเสบนั้นเองและลักษณะอาการที่พบคือ เหงือกอักเสบ บวม มีเลือดออก ร่องเหงือกลึกกว่าปกติมาก ในคนที่มีอาการอักเสบรุนแรงจะมีการละลายของกระดูกหุ้มรากฟัน ซึ่งมีผลให้ฟันโยกและต้องถูกถอนฟันไปในที่สุด โดยมีสาเหตุมาจากคราบจุลินทรีย์ที่เกาะบริเวณรอยต่อระหว่างขอบเหงือกและฟันหรือที่เรียกว่าคอฟันซึ่งจะกลายเป็นหินน้ำลายหรือหินปูนในเวลาต่อมาการจัดฟันมีประโยชน์ในผู้ป่วยโรคปริทันต์อย่างไร  ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดเรียงฟันให้อยู่ในตำแหน่งที่ผู้ป่วยสามารถทำความสะอาดด้วยตนเองได้ ลดความจำเป็นในการผ่าตัดเพื่อแก้ไขความพิการของกระดูกรองรับรากฟันที่เกิดจากการทำลายของโรคปริทันต์ ปิดหรือลดช่องว่างระหว่างฟันซึ่งเกิดจากภาวะของโรคปริทันต์ แก้ไขฟันที่ยื่นยาวออกมาทางด้านริมฝีปากซึ่งเกิดจากการทำลายกระดูกรองรับรากฟันของโรคปริทันต์แล้วถ้าหากเป็นโรคปริทันต์แต่จะจัดฟันต้องทำอย่างไร  หากว่าคุณนั้นกลัวว่าจะมีปัญหาในเรื่องของโรคปริทันต์แล้วละก็ แนวทางก็คือเริ่มจากผู้ป่วยต้องได้รับการตรวจอวัยวะปริทันต์อย่างละเอียดเพื่อประเมินความรุนแรงของโรคปริทันต์ ต่อมาจะต้องได้รับการรักษาโดยการขูดหินน้ำลาย เกลารากฟันให้สะอาดเรียบร้อยหรืออาจได้รับการทำศัลยกรรมตกแต่งแผ่นเหงือก กรณีที่เหงือกร่นรวมถึงทำการศัลยกรรมตกแต่งกระดูก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของทันตแพทย์ผู้ดูแลโรคปริทันต์อยู่ สำหรับฟันที่เป็นโรคปริทันต์มากๆ จนคิดว่าควรได้รับการถอน อาจพิจารณาเก็บฟันซี่นั้นไว้ก่อน เพื่อใช้เป็นฟันหลักยึดชั่วคราว สำหรับติดเครื่องมือจัดฟัน ทั้งนี้ผู้ป่วยจะต้องสามารถดูแลความสะอาดช่องปากได้เป็นอย่างดีก่อนจัดฟัน เพราะเมื่อติดเครื่องมือจัดฟันแล้ว การทำความสะอาดจะทำได้ค่อนข้างยุ่งยากกว่ามาก และเมื่อหลังจากการทีได้รักษาโรคคปริทันต์แล้วเป็นเวลา 4-6 เดือนก่อนที่จะเริ่มการจัดฟัน เพื่อให้เกิดการหายของแผลที่เกิดจากการรักษาโรคปริทันต์ และทันตแพทย์เล็งเห็นว่าผู้ป่วยสามารถดูแลสุขอนามัยช่องปากของตนเองได้

ภัยเงียบจากยากันยุง

ยาจุดกันยุงเป็นยาจุดเพื่อป้องกันยุง โดยเฉพาะบ้านเราที่เป็นเขตร้อนชื้นซึ่งเป็นที่เหมาะสำหรับเพราะพันธุ์ยุงเป็นจำนวนมากอยู่แล้วการใช้ยากันยุจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ยาจุดกันยุงมีให้เลือกซื้อมากมายหลากหลายรูปแบบหลากหลายยี่ห้อตามท้องตลาดทั่วไป สามารถหาซื้อได้ง่ายแฃะมีราคาไม่แพง ซึ่งแม้ผลิตภัณฑ์จะมีให้คุณเลือกเยอะแต่ส่วนประกอบหลักที่ใช้สำหรับผลิตยากันยุงจะไม่แตกต่างไปจากกันมากนัก คือส่วนประกอบด้วยสาร d-Allethrin ซึ่งสารเคมีชนิดนี้สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้กับคน โดยระบบการทำงานของยาจุดกันยุงจะเป็นการผสมสารออกฤทธิ์รวมกับขี้เลื่อย หากจุดยากันยุงก็จะเกิดความร้อน แล้งส่งผลให้สารออกทธิ์กลายเป็นไอระเหยออกมาทำหน้าที่ในการกำจัดยุง ซึ่งสารที่ระเหยออกมานั้นจะมีผลเสียต่อสุขภาพของคนด้วยเช่นเดียวกัน  อันตรายของยาจุดกันยุง หลายๆคนมักจุดยากันยุงเพื่อไล่ยุงในบริเวณที่มีคนอยู่ ซึ่งทำให้เกิดการสูดดมสารที่ระเหยจากกันยุงเข้าไปในร่างกาย โดยอาการเบื้องต้นของการสูดดมสารระเหยนี้อาจไม่รุนแรงมากนัก คุณอาจแค่รู้สึกหายใจติดๆขัดๆ หายใจไม่สะดวกเท่านั้น แต่ผลที่ร้ายแรงกว่านั้นจากการสูดดมสารระเหยจากยาจุดกันยุงนี้จะเกิดในไม่ช้าเพราะมันจะเข้าไปสะสมในร่างกายของคุณเรื่อยๆ ซึ่งความร้ายแรงของสารระเหยจากยาจุดกันยุงนี้เทียบเท่าได้กับการสูดดมควันจากบุหรี่เข้าไป โดยอันตรายจากสารระเหยของยาจุดกันยุงที่มากกว่าแค่การรู้สึกหายใจไม่สะดวก คือสารระเหยจากยาจุดกันยุงจะเข้าไปทำลายเยื่อบุเมือก และทางเดินหายใจส่วนบน จะทำให้หลอดลมและกล่องเสียงอักเสบ อีกทั้งยังเข้าไปทำลายปอด ทรวงอก ทางเดินอาหาร ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ นอกจากนั้นทำให้เกิดอาการหายใจถี่ๆรัว รู้สึกวิงเวียนปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน การสัมผัสทางผิวหนังก่อให้เกิดการระคายเคืองอย่างแรง สามารถซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย การกลืนหรือกินเข้าไป ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนั้นแล้วหากสารจากยาจุดกันยุงเข้าตาจะก่อให้เกิดการระคายเคือง ทำให้มีอาการตาแดง รู้สึกเจ็บตา น้ำตาจะไหลออกมา และสารจากยาจุดกันยุงนี้ยังเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ของมารดาอีกด้วย หากคุณมีความจำเป็นต้องใช้ยาจุดกันยุงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อแนะนำที่ดีที่สุด คือ ให้จุดยากันยุงในบริเวณที่ไม่มีคนอยู่เท่านั้น หรือจุดให้ห่างจากบริเวณที่มีคนอยู่เพื่อจะได้ไม่สูดดมสารจากยากันยุงเข้าสู่ร่างกาย ทั้งหลังการสัมผัสโดนยาจุดกันยุงต้องล้างให้สะอาดทันที