ปัญหาเจ็บกระดูกหน้าอกของแม่ตั้งครรภ์

การตั้งครรภ์คือการเปลี่ยนแปลงของร่างกายจากปกติ เปลี่ยนมาเป็นร่างกายที่พร้อมจะยืดขยายออก เพื่อการรับน้ำหนักของอีกหนึ่งชีวิตน้อยๆ ที่ค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้นทุกวันตลอด 9 เดือน และสิ่งที่จะเป็นตัวแปรสำคัญของการเปลี่ยนแปลงของร่างกายนั้นก็คือฮอร์โมน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนของร่างกายระหว่างตั้งครรภ์ ส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงหลายอย่าง เช่น อาการแพ้ท้องก็มีผลมาจากระดับ ที่เพิ่มขึ้นซึ่งฮอร์โมนนี้ผลิตขึ้นโดยรก ที่กำลังเจริญเติบโต เมื่อรกได้รับฮอร์โมนนี้ในเวลา 12 สัปดาห์ ระดับฮอร์โมน HCG จะลดลง อาการคลื่นไส้อยากอาเจียนก็มักจะหายไปใน 16 สัปดาห์

ดังนั้นหากคุณหมอนัดเพื่อตรวจการตั้งครรภ์ ก็ควรที่จะไปพบคุณหมอตามนัดทุกครั้ง คุณหมอจะได้พิจารณาว่าอาการข้างเคียงใดที่เป็นปัญหาควรได้รับการรักษา เช่น อาการบวม อาจจะมีสาเหตุมาจากอากาศที่ร้อน แต่ถ้าความดันโลหิตของคุณขึ้นสูง และมีปริมาณโปรตีนในปัสสาวะสูง นั่นอาจเป็นสาเหตุเบื้องต้นของโรคครรภ์เป็นพิษ ซึ่งคุณจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์อาการเจ็บที่กระดูกใต้อก คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 7 เดือน ขึ้นไป มักพบปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ก็คือ การเจ็บกระดูกตรงบริเวณใต้อก สาเหตุก็มาจากโครงสร้าง ขนาดของท้องที่ใหญ่ขึ้น ทำให้เกิดการขยายตัวที่ ใหญ่ขึ้นของมดลูก จากการขยายตัวของมดลูกนี้ เองจึงทำให้ไปกดทับกระดูก ซึ่งเป็นสาเหตุของ อาการเจ็บกระดูกใต้อก    การบรรเทาและแก้ไขอาการเจ็บกระดูกใต้อกคุณแม่ตั้งครรภ์ที่กำลังประสบปัญหาการเจ็บกระดูกใต้อกอยู่นั้นควรปฏิบัติตามนี้

1.เวลานั่งก็ควรที่จะนั่งให้หลังตรง เพื่อให้กระดูกใต้อกของคุณแม่มีเนื้อที่เพิ่มขึ้นไม่อัดแน่นกันจนทำให้เจ็บ

2.การออกกำลังกายก็ช่วยบรรเทาได้ แต่ต้องเป็นการออกกำลังกาย แบบเบาๆ ให้คุณแม่นั่งกับพื้นแล้วชูแขนทั้งสองข้างขึ้นให้เหนือศีรษะ แล้วให้คุณพ่อช่วยดึงแขนแต่ละข้างขึ้นอย่างช้าๆ ทำซ้ำไปซ้ำมาสักประมาณ 10 นาที แต่ต้องทำอย่างช้าๆ การทำแบบนี้จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บกระดูกใต้อกได้

3.ชุดชั้นในเรื่องสำคัญ เพราะชุดชั้นในก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่มีผลทำให้เจ็บกระดูกใต้อกขึ้นมาได้ค่ะ ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรเปลี่ยนมาสวมใส่ชุดชั้นในที่รองรับกับสรีระที่เปลี่ยนไปช่วงตั้งครรภ์ คุณแม่ควรเลือกชุดชั้นในให้พอดีกับหน้าอก เพราะตอนตั้งครรภ์ขนาดหน้าอกจะขยายมากขึ้นกว่าปกติ ก่อนซื้อชุดชั้นในก็ควรวัดขนาด และลองสวมดูก่อน เพื่อให้พอดีกับขนาดของหน้าอก และควรเป็นชุดชั้นในที่สวมใส่สบาย รองรับกับขนาดของหน้าอกได้เป็นอย่างดีด้วย นี่คือวิธีปฏิบัติเบื้องต้นที่จะช่วยให้อาการเจ็บกระดูกใต้อกบรรเทาลงได้

ปัญหาดวงตาที่เกิดจากแสงยูวี

เรื่องของสายตาเป็นเรื่องที่สำคัญเพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการมองเห็นซึ่งการมองเห็นของเราก็เกี่ยวกับปัจจัยภายนอกนั้นคือแสงและแสงที่สว่างมากเกินไปอาจจะทำให้สายตาเรื่องเสื่อมสภาพก่อนกำหนดได้วันนี้เรามีข้อมูล ของ ศาสตราจารย์แพทย์หญิงสภาวรัตน์ คุณาวิศรุต ในหนังสือ ตาดีได้ ตาร้ายไม่เสีย สรุปว่า หากคุณเข้าข่ายเพียงข้อใดข้อหนึ่ง ดวงตาของคุณก็มีความเสี่ยง จะได้รับอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวี มากกว่าคนทั่วไปแล้ว

โดยกล่าวถึงผลร้ายที่ดวงตาต้องเผชิญจากการรับรังสียูวีว่า เนื่องจากรังสียูวี ซึ่งเป็นรังสีคลื่นสั้นที่มีความเข้มข้นสูง เมื่อเนื้อเยื่อในร่างกายดูดซึมรังสียูวีเข้าไป จะทำให้โมเลกุลในเซลล์ถูกทำลาย และเกิดเสื่อมสภาพเร็วขึ้น รวมถึงอาจนำไปสู่การเกิดโรคต้อชนิดต่างๆ ในดวงตาอีกด้วยด้วยเหตุนี้การประกอบอาชีพที่ต้องอยู่กลางแจ้งหรือทำงานในที่สูง เช่น นักบินหรือนักไต่เขา รวมถึงทำงานใกล้อุปกรณ์ที่ก่อรังสียูวี ทำให้ดวงตามีโอกาสรับรังสียูวีมากกว่าปกติ นอกจากนี้กลุ่มคนที่มีโรคประจำตัวที่ผิวหนัง ไวต่อรังสียูวีจากแสงแดด หรือผู้เป็นโรคจอตาเสื่อมซึ่งเซลล์การมองเห็นในดวงตาจะเสื่อมเร็วขึ้น เมื่อได้รับรังสียูวี อีกทั้งผู้ที่ใช้ยาในกลุ่มโฟโตเซนซิไทเซอร์ยากลุ่มเรตินอยด์ หรือยาเตตราไซคลีน ตัวยามักเข้าไปจับอยู่ที่เลนส์ตาและดูดแสงยูวีเพิ่มขึ้น ล้วนเป็นผู้มีความเสี่ยงทั้งสิ้นโดยโรคดวงตาที่มีผลมาจากรังสียูวีมีดังนี้

– ต้อกระจก เกิดจากการรับแสงยูวีสะสมต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาการคือ มีฝ้าขาวอมเหลืองที่เกิดจากโปรตีนชั้นกลางของเลนส์ตาเปลี่ยนสภาพไป และลุกลามเข้าสู่กึ่งกลางเลนส์ตา ทำให้ตามัวลง

– ต้อเนื้อและต้อลมเมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดดที่มีรังสียูวีเป็นประจำ อาจทำให้เกิดความเสื่อมที่เยื่อบุตา เกิดเป็นตุ่มสีเหลืองบริเวณใกล้ตาดำ เรียกว่า ต้อลม ซึ่งต่อมาเมื่อเยื่อบุตาถูกสิ่งระคายเคือง เช่น ลม ฝุ่นละออง รวมถึงแสงแดดจ้าที่มีรังสียูวีซ้ำ ตุ่มสีเหลืองดังกล่าว จะลุกลามกลายเป็นเนื้อยื่นเข้าไปในตาดำ

นอกจากการรับรังสียูวีอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้เกิดโรคต้อชนิดต่างๆ แล้ว การรับรังสียูวีในคราวเดียวก็ส่งผลร้ายต่อดวงตาด้วย โดยหากรับรังสียูวีต่อเนื่อง 6-10 ชั่วโมง จะทำให้เกิดแผลเล็กๆ ที่กระจกตา ทำให้ตามัวและมีอาการปวดตามาก รวมถึงน้ำตาไหล ซึ่งอาการดังกล่าวมักพบในกลุ่มผู้เล่นสกีหรือทำงาน เชื่อมโลหะโดยไม่สวมแว่นตาสำหรับป้องกันแสงยูวีโดยเฉพาะ

ทำไมต้องตรวจสุขภาพประจำปี

ปัจจุบันนี้โรคภัยไข้เจ็บนั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆในแต่ละวันของการใช้ชีวิตเราไม่รู้ได้เลยว่าจะเสี่ยงเจอโรคอะไรบ้าง ความต้องการความคาดหวังในการดูแลสุขภาพจากระบบสาธารณสุขของไทยมีมากขึ้น การเข้าถึงโรงพยาบาลในระบบสาธารณสุข ไม่ว่าของภาครั๙หรือเอกชน สามารถทำได้ง่ายในประเทศไทย ประชาชนต่อคิวรอเข้ารับการรักษาโรค ที่เกิดขึ้นแล้วมาระยะหนึ่งจนแสดงอาการแล้ว การรักษาเช่นนี้คือการรักษาเชิงรับทางการแพทย์ แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราเริ่มหันมาตรวจคัดกรองเพื่อค้นหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น   การตรวจสุขภาพประจำปีก็เป็นการตรวจหาโรค หรือความเสี่ยงที่จะเกิดโรคในระยะอันใกล้ เพื่อที่แพทย์จะได้เริ่มและวางแผนการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ การตรวจสุขภาพแบบนี้อาจตอบโจทย์สังคมยุคปัจจุบันที่ต้องการความเร่งรีบ เพราะสามารถกำหนดเวลาตรวจได้อย่างอิสระ โดยเฉพาะในหน่วยงานเอกชน

อย่างไรก็ตามการตรวจสุขภาพหรือการ “คัดกรอง” การตรวจพบว่ามีผลที่ไม่น่าเป็นที่พอใจ อาจจะไม่สามารถวินิจฉัยได้ทันทีว่าเป็นโรคนั้นๆ ยังคงต้องมีการตรวจติดตามเพิ่มเติมอีก ในทางกลับกันการได้ผลการตรวจที่ดี ไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกตรวจจะ ปราศจากโรและละเลยการดูแลสุขภาพจนถึงคิวตรวจครั้งต่อไป ในการตรวจสุขภาพนั้น โรงพยาบาลหลายแห่งจะให้บริการดังนี้

  • การตรวจร่างกายเบื้องต้นโดยแพทย์
  • การตรวจเลือด
  • การตรวจปัสสาวะและอุจจาระ
  • การตรวจทางรังสี
  • การตรวจอื่นๆ

จากข้อมูลข้างต้นผู้อ่านอาจจะได้ภาพรวมของการตรวจสุขภาพประจำปี ทำให้สามารถพิจารณาถึงความจำเป็นเหมาะสม ของความสำคัญของแต่ละอย่างได้ สำหรับผู้ที่อายุน้อยกว่า 40 ปี ที่ต้องการตรวจสุขภาพ อาจจะเลือกแพคเกจขั้นพื้นฐานที่สุดก็เพียงพอแล้ว เนื่องจากความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ยังน้อยอยู่สำหรับผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปี หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง หรือผู้ที่มีความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา แนะนำให้เลือกแพคเกจจัดเต็มสักครั้ง โดยเฉพาะในการตรวจครั้งแรก เช่น ถ้าผู้ชาย 35 ปี สูบบุหรี่ อาจจะเลือกแพคเกจแบบที่มีการตรวจสมรรถภาพของหัวใจด้วย สำหรับผู้หญิงแนะนำให้ทำการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านมอย่างใกล้ชิด เพราะว่าตรวจคัดกรองได้ง่าย แต่ถ้าเป็นแล้วรักษาไม่ง่าย

สุดท้ายทั้งหมดทั้งมวลนี้คือการป้องกันแบบทุติยภูมิ คือค้นหาให้เร็วและหยุดการดำเนินโรค แต่ผมยังคงเชื่อในพุทธปรัชญาว่า อโรคยา ปรมาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ หรือการป้องกันแบบปฐมภูมิ เช่น หลีกเลี่ยงพฤติกรรมก่อโรค เช่น โรคเบาหวานจากอาหารหวาน โรคหัวใจจากสุราและบุหรี่ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามฤดู หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารก่อมะเร็ง และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรง รวมถึงการเสริมความรู้เกี่ยวกับตัวโรคต่างๆ เอง

ชอบกินหวานและอยากผอม

หลายคนอาจจะเจอกับปัญหาที่ว่า ไม่สามารถห้ามความอยากกินได้ยิ่งพวกที่คิดที่ชอบทานของหวานและกำลังจะลดความอ้วนด้วยละก็พูดได้คำเดียวยากมากๆ ความหวานสัมพันธ์กับความอ้วนได้ยังไงการรับประทานอาหารที่มีรสหวานจะสัมพันธ์กับฮอร์โมนอินซูลิน เนื่องจากความหวานใจจะไปเป็นตัวกระตุ้น ทำให้ฮอร์โมนชนิดนี้มีปริมาณเพิ่งสูงขึ้น ซึ่งมีผลทำให้มีการสะสมของไขมันเพิ่มขึ้น และเป็นผลทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ง่าย ซึ่งฮอร์โมนอินซูลินจะทำงานตรงข้ามกับโกรทฮอร์โมน และทำให้กล้ามเนื้อไม่กระชับอีกด้วย  น้ำหนักเกินกับการเสพติดความหวานจะเกี่ยวข้องในกรณีของที่คนมีความเครียด สังเกตว่าเวลาที่คนเกิดความเครียดก็จะรับประทานอาหารมากขึ้น ในกลุ่มของผู้ที่ชอบรับประทานหวานในบางช่วงเวลา เช่น เมื่อรู้สึกเครียด ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาเพียงสั้นๆ ร่างกายก็จะมีการจัดการหรือปรับเปลี่ยนได้ แต่กลุ่มที่มีความเครียดแบบเรื้อรังจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ออกมา  ส่งผลให้รู้สึกอยากรับประทานของหวาน หรือของที่มีไขมันสูงมากขึ้น ซึ่งถือเป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกาย เนื่องจากสมองของคนเราใช้น้ำตาลเป็นพลังงานเป็นหลัก เมื่อร่างกายเกิดภาวะความเครียด จึงส่งผลให้อยากรับประทานของหวานมากขึ้น แต่น้ำตาลเหล่านั้นก็ไม่ได้ถูกส่งตรงเข้าสู่สมองเพียงที่เดียว แต่ยังถูกส่งไปยังส่วนอื่นๆ ทั่วร่างกายด้วย ทำให้เกิดการสะสมของไขมันเพิ่มขึ้น  อีกหนึ่งสาเหตุคือการนอนดึก เนื่องจากการที่เราพักผ่อนน้อย จะส่งผลต่อฮอร์โมนบางชนิดในร่างกาย ทำให้เรารู้สึกรับประทานเท่าไรก็ไม่อิ่ม รู้สึกอยากรับประทานมากกว่าปกติ เมื่อรับประทานเยอะขึ้นก็ทำให้อ้วนขึ้นได้ เพราะฉะนั้นคนที่อยากลดน้ำหนักก็แนะนำให้นอนเร็วขึ้น อย่างน้อยไม่เกินสี่ทุ่ม หรือมากสุดไม่ควรเกินเที่ยงคืน เพื่อเป็นการปรับสมดุลให้วงจรของฮอร์โมนทำงานได้เป็นปกติขึ้นแต่บางกรณีมีการติดหวานโดยกรรมพันธุ์ ก็มี ซึ่งมีวิธีการตรวจสุขภาพระดับยีน พบว่าบางคนมียีนที่ติดความหวานอยู่แล้ว ชอบรับประทานหวาน ทำให้คนๆ นั้นติดรับประทานหวานมาโดยธรรมชาติเลย เราจะสังเกตได้ว่าแต่ละคนจะมีความชอบในรสชาติที่ต่างกันออกไป บางคนชอบรับประทานเปรี้ยว หวาน หรือเค็ม เป็นต้น    การคุมอาหารเป็นสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญ แต่การจัดการกับอารมณ์ในเรื่องความเครียดให้ดีก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน แต่อีกสิ่งหนึ่ง คือ การลดน้ำหนักคือการใช้องค์ประกอบหลายอย่างร่วมกัน ทั้งการเลือกรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย รวมถึงการดูแลการขับถ่าย และสภาพอากาศ อย่ารับเอาสารพิษที่ไม่ดีเข้าสู่ร่างกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงดูแลรักษาสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจและการมีวินัยต่อตนเอง ทั้งหมดนี้จะทำให้เราสามารถจัดการปัญหาน้ำหนักส่วนเกินได้เป็นอย่างดี หากเราเลือกรับประทานหวานอย่างมีคุณภาพ ก็จะทำให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพตามมา หวานได้แบบไม่ต้องกลัวอ้วนอีกต่อไป

 

วิธีกำจัดรังแคอย่างรวดเร็ว

ปัญหารังแคถือหลักของคนในสังคมที่ต้องเจอกันไม่ว่าจะเป็นหนุ่มสาวหรือวัยทำงานหรือแม้แต่สังคมหมู่บ้านที่ต้องเจอกันทุกวันแล้วเพราะรังแคไม่สามารถปกปิดกันง่ายๆเพราะหนังศีรษะของเป็นส่วนโชว์พร้อมกับใบหน้า และเมื่อเป็นรังแคแล้วไม่รีบรักษา สะเก็ดผิวหนังสีขาวที่หลุดลอกออกมาจากหนังศีรษะของเราจนสังเกตเห็นได้ชัดแบบนี้จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ให้เราวิตกกังวลและหมดความมั่นใจไปเสียเปล่าๆ ดังนั้นก่อนที่โรครังแคจะกลายเป็นปัญหากวนใจเรื้อรัง จริงๆ แล้วรังแคเกิดจากสาเหตุอันใด และเราจะรับมือกับรังแคอย่างไรให้ถูกวิธี   ซึ่งจะทำให้ความมันและเซลล์หนังกำพร้าที่หลุดลอกออกมาจากหนังศีรษะก่อตัวรวมกันเป็นรังแคได้ รวมไปถึงภาวะการแพ้ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมบางชนิด หรือจะเป็นเพราะสภาพหนังศีรษะที่แห้ง ขาดความชุ่มชื้นก็ทำให้เกิดรังแคได้เช่นกัน นั่นแสดงว่าไม่ว่าเราจะเป็นคนที่มีผิวแห้งเกินไป หรือผิวมันเกินไป ก็มีโอกาสเป็นรังแคได้ทั้งนั้น  คราวนี้มาถึงวิธีการรักษารังแคให้หายขาด ถ้าเป็นโรครังแคที่ไม่รุนแรง ส่วนใหญ่มักจะควบคุมได้โดยการใช้แชมพูขจัดรังแค ที่หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป ซึ่งก็จะช่วยกำจัดรังแคได้  แต่ในกรณีของคนที่ลองผิดลองถูก เปลี่ยนแชมพูด้วยตัวเองมาหลายขนานแล้วก็ยังไม่สามารถขจัดรังแคหายขาดได้ ยังคงเป็นๆ หายๆ นั่นเป็นเพราะแชมพูขจัดรังแคที่หาซื้อได้ตามร้านทั่วไปอาจไม่สามารถขจัดรังแคได้ 100% โดยเฉพาะในรายที่เป็นเรื้อรัง ดังนั้นคุณหมอจึงแนะนำให้ใช้แชมพูยา ที่สามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายยาแผนปัจจุบัน เพราะแชมพูยามีประสิทธิภาพ และแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่า เนื่องจากในแชมพูยาจะมีตัวยาที่ดีหลายตัวให้เลือกใช้ โดยบางตัวมีฤทธิ์ต้านเชื้อรา และบางตัวออกฤทธิ์ลดการหลุดลอกของเซลล์ผิวหนังได้และเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แนะนำให้คนที่เป็นรังแคเรื้อรัง เลือกใช้แชมพูขจัดรังแคที่มีตัวยาซีลีเนียม ซัลไฟด์ ซึ่งเป็นตัวยาเดียวกับที่ใช้ในการรักษาเกลื้อน เพราะสามารถออกฤทธิ์ได้ทั้ง 2 กลไก คือ มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ลดปริมาณของเชื้อ ลดอัตราการตายและการหลุดลอกของเซลล์หนังศีรษะโดยตรง นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการคันศีรษะได้   วิธีใช้ เลือกใช้แชมพูขจัดรังแคที่มีตัวยาซีลีเนียม ซัลไฟด์ ที่ได้รับการทดสอบทางการแพทย์มาแล้วว่าไม่มีผลข้างเคียง และมีประสิทธิภาพสูง คนที่เคยใช้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าปัญหารังแคลดลงและอาการคันศีรษะก็หายไปด้วย สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาแผนปัจจุบันทั่วไป โดยปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาใกล้บ้านคุณได้เลย แล้วอย่าลืมว่าระหว่างที่รักษารังแคด้วยแชมพูยา ก็ต้องดูแลความสะอาดของหนังศีรษะควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้มีสุขภาวะอนามัยที่ดี จะได้ไม่มีรังแคมารังควานให้เป็นปัญหาเรื้อรังอีกต่อไป

เคล็ดลับดับกลิ่นปากของสาวๆ

ไม่ว่าผู้หญิงจะสวยแค่ไหนแต่ถ้าลองมีกลิ่นเมื่อไหร่ ความงามก็คงหายวับไปกับตาทันที เพราะฉนั้นนอกจากจะดูแลเรื่องใบหน้าและหุ้นให้สวยแล้วเรื่องสำคัญอีกหนึ่งเรื่องน่าจะเป็นกลิ่นปากบางคนอาจมองว่ากลิ่นปากเป็นเรื่องเล็ก ๆ ไม่เจ็บไม่ปวดไม่ใช่โรคร้ายแรงต้องรีบรักษา แต่สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องกลิ่นปากไม่ใช่ปัญหาจิ๊บ ๆ แน่นอน นอกเหนือจากปัญหาทางกาย เช่น การอักเสบ ที่อาจเป็นต้นเหตุของกลิ่นแล้ว กลิ่นปากยังทำให้คุณบุคลิกภาพไม่ดี สูญเสียความมั่นใจ บางคนก็อาจมีภาวะเครียด นพ.สรัลชัย เกียรติสุระยานนท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสต ศอ นาสิก กล่าว และบางทีปัญหานี้ก็อาจส่งผลกระทบถึงหน้าที่การงาน แล้วก็ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับคนใกล้ตัวได้ด้วย

ต้นตอของกลิ่นอันร้ายกาจสุขภาพของเหงือกและฟันเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดกลิ่นปากก็จริง แต่ก็ไม่ใช่สาเหตุเดียว กลิ่นปากเป็นก๊าซเหม็นที่เกิดขึ้นในร่างกายและออกมาทางลมหายใจ ต้นตออาจจะมาจากปาก คอ หรือจมูกก็ได้ทั้งนั้น คุณหมอสรัลชัยอธิบายว่า สาเหตุหลัก ๆ ที่มักจะทำให้คุณมีกลิ่นปากก็คือ

  • ระบบช่องปาก เช่น ฟันผุ เหงือกอักเสบ ตลอดจนการอักเสบในช่องปากอื่น ๆ
  • ระบบโรคทางคอและจมูก เช่น ไซนัสอักเสบ โพรงจมูกอักเสบ ลำคออักเสบ ทอนซิลอักเสบ และนิ่วในต่อมทอนซิล
  • ระบบทางเดินอาหาร เช่น ภาวะท้องอืด โรคแผลเรื้อรังในกระเพาะอาหาร และโรคกรดไหลย้อน

แปรงฟันสะอาดแล้ว แต่กลิ่นยังอยู่หากไปพบทันตแพทย์ตรวจรักษาจนแน่ใจว่าฟันของคุณแข็งแรงดีไม่มีซี่ไหนผุ และไม่มีอาการเหงือกอักเสบแล้ว แต่กลิ่นปากก็ยังไม่ยอมจากไป คุณคงต้องพบคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก ดูสักหน่อย คุณหมอชี้ว่า หากไม่ได้มีสาเหตุมาจาก เหงือกและฟัน อาการกลิ่นปากเรื้อรังมักเกิดจากผู้ป่วยมีนิ่วในต่อมทอนซิล จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่านิ่วในต่อมทอนซิลพบได้ประมาณ 6% ของกลุ่มประชากรทั่วไป

นิ่วทอนซิล เม็ดเล็ก ๆ แต่กลิ่นแรงมากการจะตรวจพบนิ่วในต่อมทอนซิลนั้นบางครั้งต้องใช้เครื่องมือในการตรวจละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทาง หู คอ จมูก แต่บางครั้งแค่คุณอ้าปากขึ้นมาก็อาจจะเห็นก้อนสีขาว ๆ เหลือง ๆ ที่ติดอยู่ตรงต่อมทอนซิลได้ชัดเจน ซึ่งนั่นไม่ใช่เศษอาหาร แต่เป็นก้อนที่เกิดจากการหมักหมมของน้ำลายผสมกับเศษอาหาร เศษเนื้อตายของต่อมทอนซิล และแบคทีเรียที่ไม่ต้องการอากาศ ซึ่งเจ้าแบคทีเรียตัวนี้นี่แหละจะสร้างแก๊สไข่เน่าขึ้นมารอบ ๆ ก้อนนิ่ว พอลมหายใจผ่านก้อนนี้ออกมา กลิ่นก็เลยเหม็นคลุ้งไปหมดต่อมทอนซิลซ่อมได้ ไม่ต้องตัดทิ้งเมื่อต้นตอเกิดจากการที่ต่อมทอนซิลเปลี่ยนสภาพไป หากจะกำจัดปัญหาให้หายขาดก็คงต้องผ่าตัด แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นจึงไม่จำเป็นต้องตัดทิ้งไปอีกแล้ว

 

กลิ่นปากบอกปัญหาของเด็ก

สุขภาพปากของลูกน้อยเป็นสิ่งที่สำคัญ ควรที่คุณพ่อคุณแม่จะหมั่นดูแลสุขภาพช่องปากของลูกน้อยให้มีลมหายใจที่สดชื่นและไม่มีกลิ่นปาก การละเลยสุขภาพช่องปากและฟัน จะทำให้เกิดกลิ่นเหม็นในช่องปาก และอาจเป็นสาเหตุที่ทำลายความสุขของคุณและคนใกล้ชิดได้เหมือนกัน เพื่อลดปัญหาเรื่องนี้ เรามีกลเม็ดง่าย ๆ สำหรับการดูแลสุขภาพช่องปากให้ปราศจากกลิ่นไม่พึงประสงค์มาฝากกลิ่นปากมีสาเหตุ มาจากทั้งภายในและภายนอกช่องปาก เพราะกลิ่นปากเกิดจากเชื้อแบคทีเรียกลุ่มหนึ่งในปากไปทำการย่อยสลายสารประกอบประเภทโปรตีนที่ตกค้างอยู่ในช่องปากและลำคอ ทำให้เกิดกลิ่นขึ้น สาเหตุสำคัญและพบได้บ่อยที่สุด  โรคเหงือกอักเสบ ที่เกิดจากการแปรงฟันไม่สะอาด จะทำให้มีแผ่นคราบฟันและหินปูนสะสม หากไม่ได้รับการรักษาโรคเหงือกอักเสบจะลุกลามมากขึ้นกลายเป็นโรคปริทันต์อักเสบ ซึ่งจะมีกลิ่นเหม็นรุนแรงยิ่งขึ้น  สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดกลิ่นปากคือ ภาวะปากแห้ง น้ำลายน้อย ซึ่งมีสาเหตุมาจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ เมื่อมีน้ำลายน้อยเชื้อโรคต่าง ๆ จะตกค้างอยู่ในช่องปากเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดกลิ่นมากขึ้น ในบางขณะจะมีการหลั่งของน้ำลายลดลงตามธรรมชาติ ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ เช่น เวลานอน ภาวะอดอาหารหรือหิว ตลอดจนภาวะเครียด และอาชีพที่ใช้เสียงมาก ๆ เช่น ครู ทนายความ จะมีผลให้น้ำลายลดลง ทำให้มีกลิ่นปากได้เช่นกัน ดังนั้น น้ำจึงเป็นยาที่ดีที่สุด  การลดกลิ่นปากส่วนสาเหตุจากภายนอกช่องปาก มักมาจากระบบทางเดินหายใจ ส่วนใหญ่เกิดจากการมีน้ำมูกไหลลงคอทางด้านหลังโพรงจมูกและการมีเศษอาหารติดอยู่ตามร่องของต่อมทอนซิล และระบบทางเดินอาหาร ที่เกิดจากการมีแบคทีเรียส่วนเกินในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ซึ่งมักจะมีอาการท้องอืด แน่น เรอมีกลิ่นเหม็น นอกจากนี้อาหารบางชนิด เมื่อกินแล้วจะมีกลิ่นขับออกมาทางลมหายใจ เช่น กระเทียม ทุเรียน หัวหอม เครื่องเทศ ผู้ที่ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่เป็นประจำ หรือท้องผูกหลาย ๆ วัน ก็ทำให้เกิดกลิ่นปากได้  กลิ่นปากในเด็กส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุภายในช่องปาก และระบบทางเดินหายใจ ที่พบบ่อยได้แก่ การมีสุขอนามัยในช่องปากไม่ดี เช่น ฟันผุ เศษอาหารตกค้างตามซอกฟัน เหงือกบวมเป็นหนอง หรือไซนัสอักเสบ ทอนซิลอักเสบ และการติดเชื้อทางเดินหายใจอื่น ๆ ตลอดจนโรคภูมิแพ้ก็สามารถทำให้เกิดกลิ่นปากได้ การดูแลรักษาสุขภาพในช่องปากให้ดีตั้งแต่เด็กจึงเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ปกครองควรสอนให้เด็กแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เลือกแปรงที่มีขนาดเหมาะสมและมีขนอ่อนนุ่ม

การลดน้ำหนักโดยการควบคุมพลังงาน

อยากผอม แต่ไม่อยากออกกำลังกาย ความขี้เกียจออกกำลังกาย เป็นอุปสรรคยิ่งใหญ่ให้ใครหลายๆคน ที่อยากลดน้ำหนัก น้ำหนักก็อยากลด แต่ไม่อยากเหนื่อย เบื่อกับการออกกำลังกาย เมื่อล้าสารพัดจะเป็นไปได้ไหม ถ้าจะลดน้ำหนักโดยไม่ต้องออกกำลังกาย ขอคุมอาหารเฉยๆ แล้วถ้าทำได้จะส่งผลอะไรต่อร่างกาย โดยเฉพาะสุขภาพในภายภาคหน้าหรือเปล่านะอยากลดน้ำหนักแต่ไม่อยากออกกำลังกายพื้นฐานสำคัญแห่งการลดน้ำหนักแบบถูกวิธี คือ การลดจำนวนไขมันในร่างกายลง และรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ได้ มีสุขภาพที่แข็งแรง และควบคุมพลังงานที่ได้รับจากอาหารควรน้อยกว่าพลังงานที่ใช้ไปในแต่ละวัน เหล่านี้ถือเป็นวิถีแห่งการลดน้ำหนักอย่างถูกต้อง หากถามว่า สามารถลดน้ำหนักโดยไม่ต้องออกกำลังกายได้หรือไม่ คำตอบคือ ได้ แต่ไม่เสมอไป  เนื่องจากความอ้วนเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน เช่น พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เกินพอดี ขาดการออกกำลังกาย หรือมีกิจกรรมทางกายน้อย รวมถึงปัญหาทางด้านพันธุกรรม หรือมีระดับฮอร์โมนบางชนิดผิดปกติ ก็อาจทำให้การลดน้ำหนักเป็นไปได้ยากขึ้น ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าปัจจัยในการลดน้ำหนักที่สามารถกำหนดเองได้นั้น มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ การออกกำลังกายและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานดังนั้น หากเรายังไม่สามารถออกกำลังกายได้ตามที่ต้องการ สิ่งแรกที่ควรทำ คือ การลดปริมาณการรับประทานให้น้อยลง หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานใหม่นั่นเอง

-ลดอาหารไขมันสูงประเภทต่างๆ เช่น ของทอด ของมัน หรืออาหารจานเดียว

– ลดทานขนมเบเกอรี่ทุกประเภท โดยเฉพาะจำพวกทาร์ต พัฟ พาย ขนมปังใส่ไส้ และเค้ก

– ลดพฤติกรรมรับประทานจุบจิบกินเล่นอื่นๆ

– เลี่ยงการปรุงรสชาติในอาหารที่มากเกินไป เช่น ใส่น้ำตาลในก๋วยเตี๋ยว

– ควบคุมปริมาณการรับประทานอาหารในมื้อหลักไม่ให้มากเกินพอดี เช่น ไม่รับประทานข้าวมากกว่า 1 จานต่อมื้อ เป็นต้น

– รับประทานผัก ผลไม้ และธัญพืช ไม่ขัดสีให้มากขึ้น

– เลือกรับประทานเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน

– ลดอาหารที่ให้พลังงาน แต่ไม่มีคุณค่าทางสารอาหารอื่นๆ

–  ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์ 1 กรัม มีพลังงานถึง 7 กิโลแคลอรี

นอกจากการลดปริมาณการรับประทานอาหาร และเลือกการรับประทานให้มากขึ้น ผู้ลดน้ำหนักควรฝึกรับประทานอาหารให้ตรงเวลา ไม่ข้ามมื้ออาหาร เพราะจะทำให้รู้สึกหิวมากขึ้นในมื้อต่อไป ปรับสภาพแวดล้อมรอบตัว เช่น ไม่กักตุนขนมทานเล่นไว้มากเกินจำเป็น นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และควรทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ห่างจากความเครียดอยู่เสมอ ทั้งยังมีโอกาสกลับมามีน้ำหนักสูงขึ้นซ้ำเดิมได้อีกด้วย เพราะเมื่อเวลาผ่านไปร่างกายจะปรับอัตราการเผาผลาญให้ลดลงตามปริมาณการทาน หากกลับมารับประทานอาหารในปริมาณปกติ ร่างกายจะได้รับพลังงานมากกว่าอัตราการเผาผลาญในขณะนั้น ทำให้กลับมาอ้วนใหม่ได้เร็วขึ้น แตกต่างกับผู้ที่ลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกาย ที่ยังคงมีอัตราการเผาผลาญที่มาก ทำให้รักษาสภาวะน้ำหนักตัวที่ต้องการต่อไปได้ง่ายกว่า

กินวิตามินซีเสริมช่วยบำรุงผิว

วิตามินซี หรือกรดแอสคอร์บิก ถือเป็นวิตามินที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย เพราะช่วยให้ร่างกายสามารถเจริญเติบโตได้อย่างเป็นปกติ และเป็นตัวช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีอีกด้วย แต่เนื่องจากร่างกายคนเราไม่สามารถผลิตวิตามินซีได้เองตามธรรมชาติ ฉะนั้น การได้รับวิตามินซีจึงต้องมาจากการบริโภคอาหารเท่านั้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอาหารที่มีวิตามินซีสูงมักพบในผักและผลไม้เป็นส่วนใหญ่ หากเป็นผลไม้ก็มักเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม สตรอว์เบอร์รี มะขามเทศ ส่วนผักก็เช่น พริกแดงยักษ์ กะหล่ำดอก ผักโขม มะเขือเทศ และบรอกโคลี ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินซีสูง   การที่ร่างกายได้รับตามินซีในปริมาณที่มากเกินไปก็จะสามารถขับออกมาได้เองทางปัสสาวะ ทว่าผลข้างเคีองที่พบได้ในบางคนเมื่อบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมวิตามินซีจำนวนมากเกินไปนั้นก็คืออาจส่งผลให้เกิดอาการคลื่นไส้, อาเจียน, ท้องบวม, ปวดศีรษะ, นอนไม่หลับ นอกเหนือจากนี้สำหรับผู้ป่วยด้วยโรคนิ่วในไตนั้น แพทย์มักจะแนะนำให้หลีกเลี่ยงการกินวิตามินซีเสริม

วิตามินซีเสริม ป้องกันหวัดได้จริงเหรอแม้ว่าความเชื่อส่วนใหญ่ที่เราได้ยินมาจะกล่าวอ้างว่าวิตามินซีช่วยป้องกันโรคหวัดได้ หรือเมื่อเป็นหวัดให้รีบกินวิตามินซีเสริมเพื่อให้หายจากอาการหวัด แต่จากผลการศึกษาที่ปรากฏกลับพบเพียงว่าการกินวิตามินซีเป็นประจำอย่างเพียงพอมีส่วนช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นไข้หวัดได้เท่านั้น แต่ไม่ได้มีข้อบ่งชี้ที่บอกว่าวิตามินซีจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคหวัดขึ้นได้แต่อย่างใด ยกเว้นเสียแต่คุณเป็นคนที่ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ

วิตามินซีดีต่อผิว กินแล้วใสเชื่อได้ไหมเป็นที่รู้กันดีว่าวิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอผิวจากการถูกทำลายด้วยรังสี ความร้อนแสงแดด และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่สาว ๆ อย่างเรามักต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน ซึ่งล้วนแต่ส่งผลให้คอลลาเจนในชั้นผิวถูกทำลาย จึงเป็นสาเหตุให้ผิวแห้งกร้าน มีริ้วรอยและจุดด่างดำเกิดขึ้นได้ง่าย แต่การบริโภควิตามินซีเป็นประจำถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยในการผลิตคอลลาเจนอันเป็นโปรตีนที่มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์และหลอดเลือด ชะลอการเสื่อมโทรมของผิวพรรณหรือการแก่ตัวของเซลล์ อีกทั้งเป็นปราการด่านสำคัญที่คอยป้องกันไม่ให้อนุมูลอิสระเข้าไปทำร้ายเซลล์ที่แข็งแรงภายในร่างกาย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเพื่อนสาวที่ชอบกินผักและผลไม้เป็นประจำจึงมีผิวที่ดูเปล่งปลั่งผ่องใสอยู่เสมอ ผิวพรรณนุ่มเด้ง สดใส แลดูสุขภาพดี และไม่เหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร

วิตามินซีช่วยให้อารมณ์สดชื่น และแจ่มใส สังเกตได้ง่าย ๆ หากช่วงไหนที่เรากินผักและผลไม้ ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินซี ร่างกายในช่วงนั้นมักจะสดชื่นเป็นพิเศษ ผลพลอยได้คือเอวลด พุงยุบหน้าท้องแบนเพราะระบบขับถ่ายทำงานได้เป็นปกติ และเมื่อระบบภายในดีก็ย่อมส่งผลต่อจิตใจให้ดีตามไปด้วย

ทำความรู้จักกับโรคอ้วน

โรคอ้วน คือ ภาวะที่มีดัชนีมวลกาย BMI เกิน 30 มีวิธีคำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย คือ BMI = น้ำหนักตัว เป็นกิโลกรัม หารด้วย ความสูง เป็นเมตร 2 ครั้ง  ในการลดน้ำหนักมีความเข้าใจผิดในหลักการว่า อาหาร เข้าเท่ากับพลังงานออก จะทำให้เกิดความสมดุล แต่ในคนเป็นโรคอ้วน การลดความอ้วนโดยลดการกินนั้นยาก เพราะการลดการกินลงในระยะแรกน้ำหนักจะลดลงเร็ว แต่ต่อมาก็จะทรงตัวเป็นแนวราบ หลังจากนั้นการลดน้ำหนักจะยากขึ้น เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนการเผาผลาญ ของร่างกาย และการออกกำลังกายของคนอ้วนจะทำให้กินมากขึ้น  นอกจากนี้อิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมก็สามารถเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของยีนได้ด้วย ตัวอย่างเช่น แม่อ้วนที่เป็นเบาหวานทำให้ลูกมีความโน้มเอียงที่จะเป็นเบาหวาน แม่ที่กินน้ำตาลมากจะทำให้ยีนที่ทำหน้าที่เผาผลาญน้ำตาลถูกกดการทำงาน การถูกกดการทำงานนี้ถูกส่งผ่านไปสู่ลูกในครรภ์ เด็กพวกนี้เมื่อเกิดมาเวลาไปกินน้ำตาลแล้วจะอ้วนได้ง่าย   การอุบัติและพัฒนาการของเนื้อเยื่อไขมันเกิดขึ้น ในขณะที่ทารกอยู่ในครรภ์มารดาช่วงไตรมาสที่ 2 เนื้อเยื่อไขมันแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ เนื้อเยื่อไขมันสีขาว และ เนื้อเยื่อไขมันสีน้ำตาล โดยทั่วไปไขมันใต้ผิวหนังทำหน้าที่เป็นกันชนไขมันในช่องท้อง ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเผาผลาญพลังงาน เนื้อเยื่อไขมันสีขาวทำหน้าที่เก็บกักไขมันและผลิตฮอร์โมนหลายตัว ในขณะที่เนื้อเยื่อไขมันสีน้ำตาลทำหน้าที่สร้างความร้อน และถูกกระตุ้นด้วยการออกกำลังกายและความเย็น

เลปติน เป็นฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่ง ถูกผลิตขึ้นโดยเนื้อเยื่อไขมันสีขาว ระดับของเลปตินขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันในร่างกาย ฮอร์โมนชนิดนี้มีฤทธิ์ทำให้ความอยากอาหารลดลง จึงกินอาหารน้อยลง และเพิ่มอัตราการใช้พลังงานของร่างกาย จึงช่วยลดความอ้วน สารชนิดนี้จะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเราอดอาหาร คนที่เป็นโรคอ้วนมีความต้านทานต่อเลปติน จึงทำให้การใช้พลังงานลดลงและลดน้ำหนักไม่ได้ผล

รู้หรือไม่ว่าคนที่เป็นโรคอ้วน มีอุบัติการณ์ของโรคต่างๆ มากกว่าปกติ คือโรคความดันโลหิตสูง 51% โรคไขมันพอกตับที่ไม่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ 85% ในขณะที่คนไม่อ้วนเป็นโรคนี้เพียง 15%โรคตับอักเสบ 40%โรคมะเร็ง 52% โดยพบว่าคนที่เป็นโรคอ้วนมีโอกาสเป็นมะเร็งได้มากกว่าคนปกติ ถึง 15-20%มีอุบัติการณ์ของโรคข้ออักเสบและโรคหอบหืดเพิ่มขึ้นคนที่เป็นโรคอ้วนจะมีโรคหลายอย่างก่อนวัย คือ โรคหัวใจขาดเลือด , โรคเบาหวานชนิดที่ 2, โรคประสาทเสื่อม และไตวาย  โรคหยุดหายใจในขณะนอนหลับเกิดบ่อยในคนเป็นโรคอ้วน โรคนี้ทำให้ขาดออกซิเจน ซึ่งมีผลทางอ้อมทำให้อ้วนมากขึ้นด้วยโรคอ้วนเป็นโรคที่หลีกเลี่ยงได้ แต่อาจจะไม่ง่าย ต้องมีความรู้ มีการศึกษา ซึ่งทำให้เปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น