นักบินสหรัฐฯไล่ล่าวัตถุลึกลับจากนอกโลก

คุณจะเชื่อหรือไม่กับการมีอยู่ของมนุษย์ต่างดาวที่ตามจินตนาการของเราแล้วคงไม่ต่างจากภาพยนตร์มากที่เอเลี่ยนหรือมนุษตร์ต่างดาวนั้นจะต้องมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าเราและคอยแอบมองเราอยู่นอกโลกเหมือนเราเฝ้ามองสัตว์เลี้ยงในคอกและแล้วหรือจินตการเราจะเป็นจริงเมื่อมีข่าวนักบินสหรัฐฯได้พบวัตถุต่างดาวกำลังบินอยู่บนอากาศคณะที่เขากำลังขับเครื่องบินและเขาก็ได้ตัดสินใจติดตามวัตถุสิ่งนั้นไปจนกล่องในเครื่องบินสามารถจับภาพได้จนเพนตากอนเผยภาพจากเครื่องขับไล่ กำลังบินไล่ตามวัตถุปริศนาที่คาดว่าเป็นยูเอฟโอ เหนือมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อปี 2547กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน เปิดเผยคลิปวิดิโอที่ถูกบันทึกจากเครื่องบินขับไล่ของสหรัฐฯ F/A-18F กำลังตรวจจับไล่ล่าวัตถุบินกำหนดเอกลักษณ์ไม่ได้จากนอกโลก หรือ ยูเอฟโอ unidentified flying object: UFOขณะบินอยู่เหนือน่านน้ำมหาสมุทรแปซิฟิก นอกชายฝั่งซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ เมื่อปี 2547

โดยบนเครื่องบินเจ็ตขับไล่นี้ มีนักบินจากกองทัพเรือ 2 นาย คือ นาวาโทเดวิด ฟราเวอร์ และ เรือเอกจิม สเสท ทั้งคู่ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์กล่าวว่า วัตถุดังกล่าวเคลื่อนที่เร็วมากอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เร็วกว่าเครื่องบินที่กำลังขับของเราเสียอีก และไม่ทราบว่ามันคือวัตถุอะไรกันแน่ และมีขนาดใกล้เคียงเครื่องบินโดยสาร

เป็นที่คาดกันว่า จากวิดีโอดังกล่าวนำมาซึ่งโครงการวิจัยการตรวจจับวัตถุปริศนาจากนอกโลก โดยเป็นหนึ่งในเหตุผลที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ นำเงินงบประมาณ 22 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 714 ล้านบาท จากจำนวนทั้งหมดที่ได้ 600 พันล้านเหรียญสหรัฐ มาใช้ในโครงการพิสูจน์ทราบภัยคุกคามจากอากาศยานล้ำยุค ในระหว่างปี 2550 – 2555  ที่เป็นแนวคิดของแฮร์รี รีด อดีตสมาชิกวุฒิสภารัฐเนวาดา จากพรรคเดโมแครต เขาระบุว่า สามารถตรวจจับวัตถุบนอากาศที่บินด้วยความเร็วสูงหลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม มีเสียงคัดคาดจากหลายฝ่าย ทั้งจากนักวิทยาศาสตร์ว่า สิ่งที่ตรวจพบไม่ใช่สิ่งที่สามารถอธิบายได้ว่าสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกมีชีวิตอยู่จริง มีอดีตพนักงานของรัฐสภาคนหนึ่งกล่าวว่า โครงการนี้อาจถูกจัดตั้งเพื่อติดตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของประเทศต่างๆ แต่ประเด็นที่เป็นเสียงวิจารณ์กันหนักสุดคือ เรื่องงบประมาณที่สูงลิ่วที่ใช้เพื่อประโยชน์ของกระทรวงกลาโหม จนต้องปิดโครงการไปในที่สุดแฮร์รี รีด  กล่าวกับเดอะนิวยอร์กไทมส์ว่า เขาไม่รู้สึกอายหรือเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไป เพราะได้ทำอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อนแม้ว่าจะมีการปิดโครงการไปแล้วตั้งแต่ปี 2555 เจ้าหน้าที่บางส่วนอ้างว่า ยังคงมีการสืบสวนหาปรากฏการณ์ทางอากาศและวัตถุที่น่าสงสัยอยู่ต่อไป

ญี่ปุ่นเสนอราคารถไฟชินคันเซ็นในรัฐบาลไทย

ถือเป็นเรื่องกันมาอย่างยาวนานสำหรับโครงการสร้างรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทยโดยล่าสุดรัฐบาลญี่ปุ่นนำเสนอรายงานโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพ-เชียงใหม่ให้แก่รัฐมนตรีคมนาคมของไทย โดยมีมูลค่าก่อสร้าง 420,000 ล้านบาทซึ่งโครงการนี้ถูกเสนอมาพร้อมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและประเทศอินเดียที่กำลังก่อสร้างอยู่เพื่อพัฒนาระบบขนส่งขั้นสูง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน กรณีรัฐบาลญี่ปุ่นนำเสนอรายงานโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพ-เชียงใหม่ให้แก่รัฐมนตรีคมนาคมของไทย โดยมีมูลค่าก่อสร้างถึง 420,000 ล้านบาท โดยมีการเปิดเผยค่าโดยสารอยู่ที่ราว 1,200 บาท

นายทาเคโอะ มาคิโนะ รัฐมนตรีขนส่งของญี่ปุ่นได้เข้าพบนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมนำเสนอรายงานผลการศึกษาโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพ-เชียงใหม่ โดยมีระยะทาง 670 กม. 12 สถานี ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมงครึ่ง ทำความเร็วสูงสุด 300 กม.ต่อชั่วโมง

โดยหากรัฐบาลไทยจะทบทวนข้อเสนอจากญี่ปุ่น โดยจะประเมินความสามารถในการทำกำไรจากรถไฟสายนี้ รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโดยรอบ และจัดประชุมเพื่อหารือแผนดังกล่าว โดยใช้เวลาราว 3 เดือน หากเห็นชอบการก่อสร้างจะเริ่มต้นขึ้นในปี 2019 และระยะทางแรก 380 กม.จากกรุงเทพถึงพิษณุโลก รวมถึงเปิดให้บริการ ในปี 2025

ผลการศึกษาประเมินว่าค่าโดยสารตลอดสายอยู่ที่ราว 1,200 บาท กำหนดโดยคำนึงถึงหลายปัจจัย เช่น ค่าครองชีพ และการแข่งขันกับเที่ยวบินราคาประหยัด

สื่อในประเทศญี่ปุ่นให้ความเห็นเกี่ยวกับโครงการนี้ว่า อุปสรรคสำคัญของโครงการนี้ก็คือรัฐบาลไทยอาจมองว่าราคาที่มีการเสนอนั้น แพงเกินไป จนไม่คุ้มค่ากับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะได้รับ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นเสนอที่จะให้ความช่วยเหลือในรูปเงินกู้เพื่อการพัฒนาแบบดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งฝั่งไทยอาจมองว่า โครงการนี้จะเข้ามาสร้างภาระทางการเงินของประเทศมากขึ้น

หากรัฐบาลไทยอนุมัติการสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงนี้ การก่อสร้างจะเริ่มขึ้นในเวลาเดียวกับโครงการรถไฟความเร็วสูงในภาคตะวันตกของอินเดีย ที่ญี่ปุ่นรับผิดชอบก่อสร้างเช่นเดียวกัน โดยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่นี้ ญี่ปุ่นเสนอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อการพัฒนาให้เป็นแรงจูงใจ เพื่อแข่งขันกับจีน ที่ได้รับผิดชอบโครงการรถไฟความเร็วสูงเฟส 1 สายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา มูลค่า 170,000 ล้านบาทไปแล้ว โดยมีการลงนามระหว่างรัฐบาลไทยและจีนไปเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งเส้น จากกรุงเทพฯถึงหนองคาย และเชื่อมต่อไปยังลาว ภายในปี 2021 โดยโครงการดังกล่าวไทยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลไทยไฟเขียวก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงนี้ จะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับรถไฟความเร็วสูงรูปแบบกระสุนปืนของญี่ปุ่นในประเทศอินเดีย ซึ่งจะก่อสร้างในภูมิภาคตะวันตกของแดนภารตะ ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างในปี 2562

 

 

 

นาซา พบดาวเคราะห์ดวงที่ 8

เป็นก้าวสำคัญของการสำรวจนอกโลกขององค์การนาซาที่ล่าสุดนาซาค้นพบดาวเคราะห์ดวงที่ 8 ใน ระบบดาวเคปเลอร์-90ซึ่งระบบดาวเคาะนี้มีความคล้ายคลึงกับระบบสุริยะจักรวาลที่โลกอาศัยอยู่ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ถึงการอาศัยอยู่ของสิ่งมีชีวิต  องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา ค้นพบระบบสุริยะใหม่ซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปภายนอกระบบสุริยะของโลก โดยระบบนี้มีดาวเคราะห์โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์ 8 ดวง เท่ากับระบบสุริยะของโลกพอดี นับเป็นการค้นพบดาวเคราะห์ในระบบหนึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

นาซา ได้ประกาศว่า หลังจากทำงานร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของกูเกิล ในการค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ ล่าสุดได้มีการค้นพบ ดาวฤกษ์ที่มีชื่อว่า เคปเลอร์-90 อยู่ห่างจากระบบสุริยะจักรวาลออกไปราว 2,545 ปีแสง มีขนาดใหญ่และอุณหภูมิสูงกว่าดวงอาทิตย์ของเราเล็กน้อย ที่น่าสนใจที่สุดคือ ดาวเคปเลอร์-90 มีดาวเคราะห์เป็นบริวารทั้งสิ้น 8 ดวง เท่ากับดวงอาทิตย์ของเรา และดวงดาวเหล่านี้ยังเรียงตัวเป็นลำดับคล้ายระบบสุริยะจักรวาล อีกทั้งยังเป็นระบบดาวเคราะห์มีจำนวนดวงดาวมากที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ นอกเหนือจากระบบสุริยะจักรวาล โดยค้นพบข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์บนอวกาศเคปเลอร์ การค้นพบนี้ อาศัยข้อมูลที่รวบรวมจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ของนาซา พบว่าดาวฤกษ์อยู่ห่างจากโลก 2,545 ปีแสง แต่ระบบดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่โดยรอบ มีลักษณะการเรียงตัวใกล้เคียงกับในระบบสุริยะ   นายแอนดรูว์ แวนเดอร์เบิร์ก ผู้ค้นพบร่วมจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส ในเมืองออสติน กล่าวว่า ระบบดาวเคปเลอร์-90 เปรียบเสมือนแบบจำลองขนาดเล็กของระบบสุริยะของเรา มีดาวเคราะห์ขนาดเล็กอยู่ด้านใน และดวงใหญ่อยู่รอบนอก แต่ทุกอย่างอยู่ใกล้กันมาก  ดาวที่โคจรอยู่ขอบนอกสุดในระบบดาวเคปเลอร์ มีระยะห่างประมาณระยะทางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์เท่านั้น ทำให้ดาวเคราะห์คล้ายโลกที่ชื่อเคปเลอร์-90i อยู่ใกล้ดาวฤกษ์มาก จนโคจรครบรอบทุก ๆ 14.4 วัน และมีอุณหภูมิสูงประมาณ 425 องศาเซลเซียส

ระบบ machine learning เคยถูกนำไปใช้เพื่อค้นหาดาวเคราะห์ขนาดเดียวกับโลก ที่ชื่อเคปเลอร์ 80g ซึ่งโคจรอยู่รอบดาวดวงอื่นมาแล้ว โดยในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา มีการบันทึกข้อมูลของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะแล้วประมาณ 3,500 ดวง

สำหรับดาวเคราะห์ที่มีลักษณะคล้ายกับโลก มีชื่อว่า “เคปเลอร์-90ไอ” มีวงโคจรที่ใกล้กับดาวฤกษ์มาก โดยการหมุนรอบดาวฤกษ์ จะใช้เวลาทั้งสิ้นเพียง 14.4 วัน ในขณะที่โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ จะใช้เวลาเฉลี่ย 1 ปีเต็ม แต่สิ่งที่ดาวเคปเลอร์-90ไอ แตกต่างไปจากโลกก็คือ อุณหภูมิบนพื้นผิวซึ่งสูงถึง 425 องศาเซลเซียส

 

คฤหาสน์เก่ากลางเกาะ

พบคฤหาสน์เก่าแก่สมัยสงครามโลก ถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวอยู่บนเกาะรกร้าง ทะเลแคริบเบียน แต่มีมูลค่าการขายสูงถึง 1.2 พันล้านบาท สำหรับเศรษฐีและนักธุรกิจหลายคนอาจจะคิดว่าน่าจะลงทุนเพราะ จำนวนเงินหนึ่งพันสองร้อยล้านบาทนอกจากจะได้ตัวบ้านแล้วต่างอากาศสวยหรูแล้วยังจะได้ครอบครองสิทธิ์ในเกาะแห่งนั้นไปด้วย จุดกำเนิดของคฤหาสน์เก่าแก่แห่งนี้ยังไม่แน่ชัดแต่คาดกันว่าจะถูกสร้างขึ้นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ของกองทัพนาซีของเยอรมัน สร้างไว้เพื่อเป็นที่พักของข้าราชการทหารระดับสูงเพื่อการพักผ่อน ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ๆสวยงามหากไม่นับรวมกับคฤหาสน์ที่เก่าแก่ แต่ยังสามารถปรับปรุงได้ที่สำครับเกาะนี้ถึงจะมีขนาดที่เล้กแต่มีทรัพยาการน้ำจืดถึงสามแห่ง สามารถเลี้ยงคนที่มาอยู่อาศัได้เป็นจำนวนมากเหมาะกับการเปิดสถานที่ท่องเที่ยว ทั้งแบบส่วนตัวและลงทุนเปิดโรงแรมให้นักท่องเที่ยวได้พักแบบเห็นกำไรกันเลย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คฤหาสน์หลังเก่าที่ปล่อยรกร้างบนเกาะแห่งหนึ่งที่ประกอบไปด้วยหาดทรายขาว 14 แห่ง ประกาศขายในราคาราวๆ 1.2 พันล้านบาท กลายเป็นอสังหาริมทรัพย์ทีได้รับความสนใจจากหมู่คนมีฐานะ เพราะจะได้ครอบครองกรรมสิทธิ์ทั้งเกาะแห่งนี้

ภาพคฤหาสน์เก่าแก่ที่สร้างเอาไว้ตั้งแต่ปี 1938 ถูกปล่อยทิ้งรกร้างเอาไว้กลางเกาะแห่งหนึ่งในประเทศบาร์เบโดส ทะเลแคริบเบียน ปัจจุบันถูกปกคลุมด้วยต้นปาล์มและวัชพืช หลังจากที่ไม่มีใครอยู่อาศัยบนเกาะแห่งนี้ ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีเพียงคฤหาสน์หลังนี้เพียงหลังเดียวเท่านั้น

เกาะที่มีพื้นที่รอบๆ 8,000 ตารางฟุต พร้อมกับแหล่งน้ำจืด 3 แห่งที่เพียงพอต่อการบริโภคอุปโภค แต่บนเกาะแห่งนี้ไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่ภูมิทัศน์ที่เงียบสงบและสภาพอากาศเหมาะแก่การพักผ่อน ทำให้คฤหาสน์หลังนี้และเกาะทั้งเกาะถูกตั้งราคาขายเอาไว้ที่ 39 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 1.2 พันล้านบาท

ตามรายงานระบุว่า เกาะแห่งนี้ในอดีตเคยเป็นที่พักพิงให้กับกองทัพนาซีของเยอรมันในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยคฤหาสน์ดังกล่าวเป็นที่พักแรมของเหล่านายพล กระทั่งสิ้นสุดสงครามลงไป สิ่งปลูกสร้างและพื้นที่ต่างๆ บนเกาะก็ถูกทิ้งรกร้างเอาไว้ ไม่มีการพัฒนาพื้นที่ใดๆ กลายเป็นเกาะที่มีคฤหาสน์แต่ไม่มีคนอยู่อาศัย

ทั้งนี้ สำหรับเกาะแห่งนี้เหมาะสำหรับเศรษฐีระดับโลกที่หวังจะมองหาที่พักผ่อนหย่อนใจ หรือสะสมอสังหาริมทรัพย์ส่วนตัว เพราะต้องเดินทางมาด้วยเรือหรือเครื่องบินทะเลเท่านั้น แต่ยังมีพื้นที่สามารถปรับให้เป็นสนามบินและรันเวย์ เพื่อรองรับเครื่องบินส่วนตัวได้ แม้ว่าราคาจะค่อนข้างสูง แต่ก็ดูเหมือนจะมีเศรษฐีบางรายให้ความสนใจจับจ้องอยู่เช่นกัน

 

สิ่งมีชีวิตที่แก่ที่สุด ฉลาม อายุ 500ปี

ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าสนใจมาเนื่องจากที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ ฉลามขั้วโลก ที่เชื่อว่าน่าจะมีชีวิตมานานถึง 500 ปีแล้ว และอาจจะเป็นสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังอายุแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบเจอมา เพราะอายุ 500 ปี หากเทียบกับยุคสมัยของบ้านเราแล้วปลาฉลามตัวนี้มีใช้ชีวิตมาตั้งแต่ยุตคต้นของอยุธยาเลยก็ว่าได้และหากพุดคุยสือสารกันได้เราคงจะรู้ประติศาสตร์ได้จากปลาฉลามตัวนี้ ซึ่งปลาฉลามชนิดนี้เป็นสายพันธุ์ ฉลามกรีนแลนด์ และนักวิทยาศาสตร์เริ่มให้ความสำครับกับปลาสายพันนี้มากขึ้นและล่าสุดได้มีผลวิจัยออกมาว่า ปลาฉลามกรีนแลนด์ มีอายุตาธรรมชาติ 150 ปีขึ้นไป เพราะเหตุนี้ทำให้ตัวของมันเจริญเติบโตได้ช้าโดยที่เฉลี่ยอยู่ที่ 1 เซนติเมตรต่อปี และปลาฉลามที่พวกค้นพบนั้นจะต้องรอการตรวจที่แน่ชัดโดยนักวิทยาศาสตร์ตั้งเป้าหมายจะรู้ให้ได้ว่าปลาฉลาม กรีนแลนดืจะมีอายุถึง 1000ปีหรือเปล่า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ค้นพบและถ่ายภาพของฉลามสายพันธุ์ดึกดำบรรพ์ ที่อายุไม่ต่ำกว่า 500 ปี และยังคงมีชีวิตอยู่ใต้ท้องทะเลลึก โดยเชื่อว่าการค้นพบครั้งนี้ได้พบเจอกับสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังอายุมากที่สุดเท่าที่เคยมีบันทึกเอาไว้

ตามรายงานระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ที่ออกสำรวจท้องถิ่นบริเวณทางเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก ใกล้กับเกาะกรีนแลนด์และขั้วโลกเหนือ ประสบความสำเร็จหลังจากที่ได้พบกับฉลามโบราณตัวหนึ่ง ที่น่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 500 ปี โดยเชื่อว่าน่าจะเกิดและใช้ชีวิตมาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1505 นับเป็นการค้นพบสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังที่อายุยืนยาวที่สุดในโลก

ฉลามตัวดังกล่าวถูกเรียกว่า ฉลามกรีนแลนด์ หรือ ฉลามขั้วโลก มีรูปร่างลักษณะที่ค่อนข้างอัปลักษณ์ ไม่เหมือนกับฉลามทั่วๆ ไป เป็นสัตว์ที่เคลื่อนที่ได้ช้าๆ ทำให้มีการเจริญเติบโตได้ช้าเช่นเดียวกัน จากข้อมูลพบว่าฉลามประเภทนี้ลำตัวจะยืดยาวออกเพียงปีละ 1 เซนติเมตรเท่านั้น และจะยังไม่เข้าสู่กระบวนการสืบพันธุ์ กระทั่งฉลามประเภทนี้จะมีอายุราวๆ 150 ปีขึ้นไป

ฉลามขั้วโลก มักอาศัยอยู่ใต้ทะเลน้ำลึก บริเวณน้ำทะเลเย็นที่มีน้ำแข็งปกคลุม โดยจะหากินปลาที่เล็กกว่า รวมที่ซากสัตว์ที่ตาย เนื่องจากฉลามขั้วโลกนั้นมีวิสัยในการจู่โจมค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะดวงตาที่คล้ายกับว่าเป็นโรคต้อตาทำนองนั้น

ทั้งนี้ เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์ได้เริ่มศึกษาถึงห่วงโซ่ชีวิตของฉลามประเภทนี้ หลังพบว่าข้อมูลว่ามีอายุไขโดยเฉลี่ยราวๆ 272 – 300 ปี แต่การค้นพบฉลามขั้วโลกตัวล่าสุุดนี้ อาจจะขยายสถิติเพราะมันอาจจะใช้ชีวิตมายืนยาวนานกว่า 500 ปีแล้ว

แก้อาการหลับใน

หนึ่งในสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ก็คือ คนขับมีอาการหลับใน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวที่คนแห่แหนกันไปท่องเที่ยวอย่างสนุกสนาน คนขับที่เที่ยวจนพักผ่อนไม่เพียงพอ แถมยังมาเจอรถติด ๆ ในเส้นทางไกล ๆ อีก อาการเหนื่อยเพลียก็ทำมีอาการหลับในได้ง่าย ๆ อาการหลับในนี่อันตรายมาก เพราะนั่นหมายความว่าสมองภายในของคุณจะหลับไปแวบหนึ่ง โดยที่สังเกตจากภายนอกไม่ได้เลย คนที่หลับในจะเหมือนกับกลายเป็นคนหูหนวก ตาบอด หมาดสติไปชั่วครู่ แถมเรายังบังคับตัวเองไม่ให้หลับในไม่ได้เลยด้วย เพราะเป็นอาการที่จะเกิดขึ้นเองกับคนที่ง่วงนอนมาก ๆ ซึ่งถ้าเผลอหลับในเพียงแค่ไม่กี่วินาทีก็นานพอที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุจนต้องสูญเสียชีวิตได้แล้ว ฟังดูน่ากลัวแบบนี้แล้ว แต่ถ้าเราจับสังเกตอาการหลับในได้ และเตรียมตัวป้องกันให้พร้อม ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ร้าย ๆ เกิดขึ้นกับตัวเราได้ กระปุกดอทคอมเลยรวบรวมวิธีจับสัญญาณอาการหลับใน พร้อมทั้งวิธีแก้ง่วง และป้องกันอาการหลับใน เพิ่มความปลอดภัยให้ทริปการท่องเที่ยวของคุณ ดังนี้เลย

อาการหลับในสังเกตได้จาก คนที่พักผ่อนไม่เพียงพออันจะทำให้สมองหลับในไปชั่วครู่นั้น ไม่ใช่ว่าจู่ ๆ จะหลับในไปเลย แต่จะมีสัญญาณบางอย่างที่บอกให้รู้ เช่นหาวบ่อย และต่อเนื่องใจลอย ไม่มีสมาธิ  รู้สึกเหนื่อยล้า หงุดหงิด กระวนกระวาย จำไม่ได้ว่าขับรถผ่านอะไรมาในช่วง 2-3 กิโลเมตรที่ผ่านมา รู้สึกหนักหนังตา ลืมตาไม่ขึ้น ตาปรือ มองเห็นภาพไม่ชัด รู้สึกมึนหนักศีรษะ ขับรถส่ายไปมาหรือออกนอกเส้นทางมองข้ามสัญญาณไฟและป้ายจราจร และนอกจากวิธีแก้ไขอาการหลับในระหว่างเดินทางแล้ว ก่อนออกเดินทางก็สำคัญมาก เพราะถ้าเราเตรียมตัวให้พร้อม วางแผนให้ดี ก็จะไม่เจอกับอาการหลับในอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ก่อนเดินทางกลับจดจำสิ่งเหล่านี้ไว้เลยนอนพักผ่อนให้เพียงพอ 7-9 ชั่วโมง อย่างน้อย 2 คืนขึ้นไปก่อนวันเดินทางกลับ ในกรณีที่ต้องเดินทางไกล เพราะหากนอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง การอดนอนจะทำให้สมองทำงานช้าลง และสมองยังต้องการการนอนชดเชยชั่วโมงที่สูญเสียไป ทำให้มีอาการง่วง วูบหลับสั้น ๆ ระหว่างขับรถได้ทานอาหารแต่พอดี โดยต้องทานมื้อเช้า เพราะมีความสำคัญต่อสมรรถภาพการทำงานของสมองมากที่สุด ส่วนในมื้อเที่ยงหรือบ่ายนั้น อย่าทานอิ่มจนเกินไป เพราะจะทำให้ง่วงได้ง่ายขึ้นจิบน้ำตลอดทั้งวัน อย่าให้ขาดน้ำ เพราะการขาดน้ำจะทำให้ปวดหัว คลื่นไส้ ปากแห้ง คอแห้ง อ่อนเพลีย สมาธิสั้น ทำให้เหนื่อยล้าได้ง่าย หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นคืนวันก่อนเดินทางกลับ หรือขณะขับรถอยู่ก็ตาม หาเพื่อนร่วมทางไปด้วย การพูดคุยกับคนอื่นจะช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานเพิ่มขึ้น  ไม่ควรขับรถในเวลา 24.00-07.00 น. และในช่วง 14.00 น. ถ้าเป็นไปได้ เพราะเป็นช่วงเวลาอันตรายที่คนเรามักจะหลับในมากที่สุด

แคลเซียมบำรุงกระดูกได้อย่างไร

โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะที่มวลกระดูกมีการลดลงไป ไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม ทำให้โครงสร้างของกระดูกอ่อนแอลงและแตกหักได้ง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก และกระดูกข้อมือ ซึ่งโรคนี้น่ากลัวตรงที่ไม่มีอาการเตือน ต้องเป็นแล้วถึงรู้ แล้วถ้าเป็นจะกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมาก เช่น ทำให้บุคลิกภาพบางอย่างเปลี่ยนแปลง เกิดอาการปวดหลัง กระดูกหลังยุบตัวลง หลังค่อม ตัวเตี้ยลง กระดูกแขน ขา เปราะและหัก หรือบางรายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง ร้ายแรงถึงขั้นทำให้พิการ เดินไม่ได้อีกเลย  มาถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยแล้วว่า มีสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้เรามาถึงจุดของโรคกระดูกพรุน บอกตรงนี้เลยค่ะว่ามีหลายปัจจัยเหลือเกิน ทั้งนิสัยขี้เกียจออกกำลังกาย พฤติกรรมสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ การพร่อง หรือขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งฮอร์โมนเพศหญิงนี้มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการรักษาสมดุลความแข็งแรงของกระดูก โดยปกติคนเราจะมีอัตราการสลายตัวของกระดูกหลังอายุ 30 อยู่ที่ปีละ 0.3%-0.5% แต่ผู้หญิงที่กำลังเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนนั้นอัตราการสลายตัวของกระดูกจะเพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติถึง 10 เท่า ทำให้เนื้อกระดูกลดลงเร็วจนน่าใจหาย ยิ่งถ้ามีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย ก็เหมือนยิ่งเร่งให้กระดูกมีความบอบบาง และแตกหักได้ง่ายมากกว่าคนอื่นเลยทีเดียว  แต่ถ้าต้องการให้แคลเซียมที่ทานเข้าไปบำรุงกระดูกได้จริง ๆ เราแนะนำให้ทานแคลเซียมในรูปแบบแคปซูลนิ่ม ที่มีสารสกัดไอโซฟลาโวนจากจมูกถั่วเหลืองด้วยค่ะ เพราะมีการศึกษาพบว่า สารสกัดจากจมูกถั่วเหลืองเป็นแหล่งอาหารธรรมชาติที่อุดมไปด้วย ไอโซฟลาโวน ในปริมาณที่สูงมาก และไอโซฟลาโวนนี่เองที่เป็นเกราะป้องกันโรคกระดูกพรุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนประกอบจากจมูกถั่วเหลือง เพื่อให้ได้รับไอโซฟลาโวนสกัดเข้มข้นมากกว่าการแนะนำให้รับประทานถั่วเหลืองเพียงอย่างเดียว แล้วไอโซฟลาโวนในจมูกถั่วเหลืองก็ไม่ได้มีทีเด็ดแค่ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนนะคะ แต่ยังมีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ลดไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ และช่วยลดอาการร้อนวูบวาบในหญิงวัยทองได้อีกต่างหากและหากกำลังมองหาแคลเซียมที่มีสารไอโซฟลาโวนจากจมูกถั่วเหลืองอยู่ละก็ “แคลเซียม ดี วิท ซอย เจิร์มจะช่วยตอบโจทย์ป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ ด้วยพลังแห่งคุณค่าจากจมูกถั่วเหลืองเพื่อกระดูกที่แข็งแรงทุกวัน โดยใน 1 แคปซูลอัดแน่นไปด้วยสารอาหารมากมาย ทั้งจมูกถั่วเหลืองที่มีปริมาณไอโซฟลาโวนสูง, แคลเซียม, วิตามินดี 3, แมกนีเซียม, ซิงค์, คอปเปอร์ และแมงกานีส ที่มีความสำคัญต่อการบำรุงกระดูกได้อย่างทันที เรียกว่าเป็นสูตรครบถ้วนที่ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ในเม็ดเดียว

วิธีบอกลาขนรักแร้

วิธีทําให้รักแร้ไม่มีขน สาว ๆ ที่เบื่อกับการต้องมานั่งถอนขนโกนขนรักแร้บ่อย ๆ วันนี้กระปุกดอทคอมมี วิธีกําจัดขนรักแร้ถาวร มาฝากกันแล้วเชื่อว่าปัญหาเรื่องใต้วงแขนของสาว ๆ นอกจากรักแร้ดำ เป็นหนังไก่แล้ว ร้อยทั้งร้อยหลายคนคงจะเบื่อหน่ายกับการที่ต้องมานั่งถอนขนโกนขนรักแร้ ๆ บ่อย ๆ กันอย่างแน่นอน ที่สำคัญการถอนขนหรือโกนขนรักแร้นี่แหละ ถือเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้รักแร้ดำและเป็นหนังไก่ได้ง่าย ๆ รู้อย่างนี้แล้วสาว ๆ คงคิดอยากจะกำจัดขนรักแร้ไปให้สิ้นซากกันเลยใช่ไหมจะมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยกำจัดขนรักแร้ได้แบบถาวร ไม่ต้องกังวลว่าขนรักแร้จะขึ้้นมาอีกให้กวนใจ วันนี้กระปุกดอทคอมมีวิธีกําจัดขนรักแร้แบบถาวรมาให้สาว ๆ ได้ศึกษากันแล้ว  สำหรับวิธีกำจัดขนรักแร้แบบถาวรนั้น วิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดก็คือการทำ เลเซอร์กําจัดขนรักแร้ โดยการทำเลเซอร์นี้ก็คือการยิงพลังงานไปยังรูขุมขนชั้นใต้ผิวหนัง เพื่อให้รากขนฝ่อ ซึ่งการยิงเลเซอร์แต่ละครั้งจะทำให้เส้นขนมีอัตราการงอกที่ช้าลง และบางลงเรื่อย ๆ เมื่อยิงเลเซอร์อย่างต่อเนื่องประมาณ 5-6 ครั้ง ขนรักแร้ก็จะหยุดงอกและไม่เจริญเติบโตขึ้นมาอีก นอกจากนี้การยิงเลเซอร์ยังมีความปลอดภัยสูง และไม่เป็นอันตายต่อผิวหนัง ดังนั้นจึงเป็นวิธีกำจัดขนรักแร้แบบถาวรที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบันทั้งนี้เลเซอร์ที่ใช้ก็จะแบ่งออกเป็นหลายชนิด ซึ่งจะมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น ไอพีแอล เลเซอร์ที่ใช้แสงความเข้มสูง หลัก ๆ จะใช้รักษาพวกรอยดำรอยแดง แต่ก็สามารถทำลายรากขนได้ และเหมาะกับคนผิวขาวมากกว่าผิวคล้ำ, ไดโอดเลเซอร์ เหมาะสำหรับใช้กำจัดขนโดยเฉพาะ อีกทั้งยังมีระบบความเย็นที่หัวเลเซอร์ ซึ่งจะช่วยลดอุณหภูมิที่ผิวชั้นบน ทำให้รู้สึกสบายผิวและไม่รู้สึกเจ็บ และเลเซอร์แบบ Yag ที่สามารถกำจัดขนรักแร้ของคนได้ทุกสภาพสีผิว และเหมาะกับคนผิวคล้ำ เป็นต้น แต่ทั้งนี้เลเซอร์ชนิดไหนจะเหมาะกับใครบ้างนั้น ขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้พิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะกับคนนั้นเป็นราย ๆ ไป โดยจะคำนึงถึงสภาพผิว และลักษณะของเส้นขนของแต่ละคนเป็นหลักนั่นเอง  สำหรับผลลัพธ์ของการกำจัดขนรักแร้แบบถาวรด้วยการยิงเลเซอร์ ถึงแม้จะช่วยกำจัดขนรักแร้ได้แบบถาวร และรวดเร็ว แต่ก็ต้องแลกมากับค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงเช่นเดียวกันสาว ๆ ซึ่งการยิงเลเซอร์ในแต่ละครั้งนั้น จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณหลักพันบาทขึ้นไป และต้องทำอย่างต่อเนื่องทุก ๆ 4-6 สัปดาห์ ซึ่งบางรายกว่าจะจบครอสก็อาจต้องใช้เงินถึงหลักหมื่นกันเลยทีเดียว

การหายใจให้มีความสุข

ในร่างกายของเรานั้นมีการไหลเวียนของรับบธาตุทั้งสี่นั้นคือดิน,น้ำ,ลม,ไฟ ในการเป็นอยู่ของชีวิตและสิ่งที่สำคัญอย่างเห็นได้ชัดนั้นคืออากาศหรือลมที่เราหายใจเข้าไปซึ่งทางร่างกายแล้วลมหายใจที่เราสูดอากาศเข้าไปแต่ละครั้งจะไปปรับร่างกายของเราให้สมดุลมากขึ้นและจะทำให้เรารู้สึกดีไปชั่วคณะซึ่งได้มีแพทย์และนักวิจัยหลายท่านออกมาวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องของการหายใจหลายท่านรวมไปถึงอาจารย์ ดร.ธรรมวัฒน์ อุปสงษาพัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาสุขศึกษา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ผู้เชี่ยวชาญด้านการสะกดจิตบำบัดทางการแพทย์และจิตวิทยาให้คำปรึกษา รวมทั้งเป็นหนึ่งในสมาชิกสมาคมการสั่งจิตบำบัดทางการแพทย์ และทันตกรรมนานาชาติสหรัฐอเมริกา IMDHA อธิบายว่าในทางการแพทย์พบว่า หากอยากมีอายุยืนยาวแข็งแรง และมีความสุข ให้กระตุ้นระบบประสาทส่วนพาราซิมพาเทติก PNS หรือประสารทส่วนผ่อนคลายเป็นหลัก เพราะระบบประสาทส่วนนี้จะช่วยปลดปล่อยฮอร์โมนดี ได้แก่ เอนดอร์ฟิน เซโรโทนิน ออกซิโทซิน โกร๊ธฮอร์โมน โดพามีน ซึ่งฮอร์โมนทั้งหมดมีผลให้ร่างกายผ่อนคลาย มีความสุข เยียวยาอาการเจ็บปวดแล้วให้ใช้ประสาทส่วนซิมพาเทติก SNS หรือประสาทส่วนเร่งเร้าเพียงอ่อนๆ พอมีชีวิตชีวาเป็นบางครั้งคราว เมื่อยามภัยคุกคามเข้ามาเท่านั้น เพราะประสาทฝั่งเร่งเร้านำมาซึ่งสารแห่งความทุกข์มากมาย เช่น คอร์ติซอล อะดรีนาลิน แลกเทต เป็นต้น จึงพูดได้ว่า ระบบประสาทส่วนพาราซิมพาเทติกเป็นระบบประสาทแห่งความสุข ส่วนประสาทส่วนซิมพาเทติกเป็นระบบประสาทแห่งความทุกข์ซึ่งอาจารย์ ดร.ธรรมวัฒน์มีวิธีการง่ายๆ ที่จะช่วยกระตุ้นร่างกายให้หลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา เยียวยาฟื้นฟูร่างกายและจิตใจดังนี้

  • หายใจเข้าลึกจนท้องป่อง แล้วหายใจออกให้ยาวจนรู้สึกสบาย 10 ครั้ง วิธีนี้ไม่เพียงกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติกเท่านั้น ยังช่วยปรับคลื่นสมองให้อยู่ในโหมดคลื่นอัลฟ่าด้วย ซึ่งช่วยส่งเสริมความจำ การคิด การมองโลกในแง่ดี คุณจะสงบเร็วขึ้น มีสติ ตัดสินใจแก้ไขปัญหาและสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ดีขึ้น
  • การเคาะตามแนวเส้นเมอริเดียนหรือจุดรวมประสาทของร่างกาย เช่น การเคาะที่ศีรษะ ใบหน้า และหู จะช่วยกระตุ้นระบบประสาท ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

โดยคุณหมอกฤตชญากล่าวเสริมถึงคุณประโยชน์ของการฝึกลมหายใจว่า Breathing Exercise หรือการฝึกลมหายใจเข้าลึกออกยาว ช่วยคลายเครียดได้ตั้งแต่คนที่ยังไม่เป็นโรคเครียด ไปจนถึงคนที่มีภาวะเครียดซึมเศร้า หรือวิตกกังวล ทำให้จิตใจผ่อนคลาย ได้พักจากความคิดบางอย่างที่วนเวียนอยู่ในหัว แล้วกลับมาอยู่กับร่างกายของตัวเอง

 

ผลของการร้องไห้

มนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาย่อมมีอารมณ์ความรู้สึกด้วยกันทั้งนั้น เพราะมีหลายปรัชญากล่าวว่าชีวิตเกิดมาพร้อมกับความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางใจ และในชีวิตมนุษย์ที่เกิดมามีความทุกข์มากกว่าความสุขไม่ว่าจะเป็นใครจะรวยหรือจนซึ่งท่านที่อ่านน่าจะรู้ดี แต่ทุกท่านทราบหรือไม่ว่า ถ้าเราติดอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งนานเกินไป หรืออารมณ์เปลี่ยนแปลงไปมาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอารมณ์โกรธ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยตามมาถ้าเราโกรธเป็นประจำจะส่งผลให้ลมปราณตับและถุงน้ำดีผลักดันเลือด และลมปราณวิ่งย้อนขึ้นด้านบน ทำให้อาเจียนเป็นเลือด แน่นหน้าอก ถอนหายใจบ่อยหรือรู้สึกเหมือนมีอะไรติดคอ เบื่ออาหาร ปวดหัวแบบแน่นๆ ตึงๆ บางรายที่อาการหนัก อาจถึงขั้นเป็นลมหมดสติหากลมปราณตับไปกดการทำงานของม้าม อาจทำให้มีอาการปวดท้อง ท้องเสีย  ในสตรีประจำเดือนอาจผิดปกติ มาช้าบ้าง เร็วบ้าง ไม่สม่ำเสมอบ้าง และปวดประจำเดือนมีคำกล่าวเกี่ยวกับความโกรธที่พบเห็นบ่อยๆ เช่น คำว่า โกรธจนหน้าเขียวอธิบายได้จากทฤษฎีปัญจธาตุว่า อารมณ์โกรธส่งผลต่ออวัยวะตับ ม้าม สามารถแสดงออกที่ตา โดยทำให้มีอาการคันตา เคืองตา ตาแห้ง ต้องหยอดน้ำตาเทียมเป็นประจำรวมถึงคำว่า เครียดลงกระเพาอาหาร ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยในนักศึกษาแพทย์จีนช่วงสอบที่มีความกดดันสูง บางคนมีอาการท้องเสียก่อนเข้าห้องสอบ หรือแม้กระทั่งมีอาการอาเจียนร่วมด้วย เนื่องจากลมปราณของกระเพาะอาหารติดขัด ม้ามพร่อง ทำให้เกิดอาการดังกล่าวสำหรับวิธีจัดการอารมณ์โกรธตามหลักแพทย์แผนจีนคือ ก่อนอื่นเราต้องมีสติ รู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง กำหนดรู้ในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งเราอาจจะใช้อารมณ์หนึ่งมาควบคุมอีกอารมณ์หนึ่งที่กำลังเกิดขึ้น เช่น ขณะที่เรากำลังโกรธโมโหสุนัขเร่ร่อนที่มาขโมยอาหารในบ้านไปกิน ก็ให้เรานึกถึงความเศร้าโศกเสียใจในอดีต เช่น เมื่อก่อนเราเคยถูกป้าข้างบ้านวิ่งไล่ตี ขณะปีนไปเก็บมะม่วงในสวนข้างบ้านด้วยความอยากกิน และคึกคะนองคิดเสียว่าสุนัขตัวดังกล่าวก็คงไม่ต่างจากเราในอดีต อาจช่วยให้รู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่คิดโกรธแค้นสุนัขตัวดังกล่าวอีกเนื่องจากอารมณ์เศร้าโศกเสียใจสามารถข่มอารมณ์โกรธให้ดับลงได้ โดยอาจจะร้องไห้ออกมาภายหลังจากที่อารมณ์โกรธสงบลงตามความสัมพันธ์ในทฤษฎีปัญจธาตุนอกจากนี้เราควรหลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัด เผ็ดจัด ของมัน ของทอด โดยอาจจะเลือกกินอาหารที่มีรสเปรี้ยว เพื่อระบายลมปราณตับที่ติดขัดให้ดีขึ้นเป็นวิธีดับโกรธง่ายๆ ที่ช่วยให้สุขภาพจิตเราดีขึ้น แต่ทางที่ดีอย่าโกรธเลยจะดีกว่า